หลังจากห่างหายเอ็นทรี่ประเภทงานเขียนไปนาน ตอนนี้กลับมามีไฟเขียนต่อแล้วครับ ใครตามบล็อกผมต้องขอโทษด้วย ผมอารมณ์เขียนบล็อกขึ้นๆลงๆ บางทีจู่ๆก็อาทิตย์นึงซัดได้2-3เอ็นทรี่เขียนไปสนุกไป บางทีก็หยุดเขียนไปเป็นเดือนแล้ววันๆเอาแต่วาดรูป เป็นต้น 55

 

           วันนี้ผมเอาแมลงที่ทั้งงดงาม และน่ากลัว ในเวลาเดียวกันมานำเสนอครับ สำหรับผมแมลงปกติก็สวยอยู่แล้ว แต่ตัวนี้เรียกได้ว่าสวยจนผมหลงเลยครับ เป็นแมลงที่ผมชอบมากๆตัวนึงเลย สักวันจะหาตัวมาถ่ายรูปให้ได้เลย

           ชื่อของเธอคือ Jewel Wasp หรือแปลตรงตัวก็คือ ต่ออัญมณี ครับ

 

^จากรูปก็คงชัดเจนกันเลยใช่มั้ยละครับว่าที่มาของชื่อมายังไง

 

           เอาละครับ ทุกคนอาจจะสงสัยว่า “ความน่ากลัว”ของแมลงตัวนี้คืออะไร แต่เราข้ามไปก่อนครับ เรามาดูความสวยงามกันก่อน มาพูดถึงเปลือกนอกที่สวยงามให้อิ่มเอิบ ก่อนจะแกะเปลือกเข้าไปดูความน่ารังเกียจของมันครับ

            Jewel wasp (Ampulex compressa) โดนเด่นด้วยสีเขียวแกมฟ้ามันเงา และขาสองคู่ด้านหลังที่เป็นสีแดง เมื่อถูกเรียกว่า “ต่อ” หลายๆคนอาจจะจินตนาการว่ามันตัวใหญ่ แต่ Jewel wasp เป็นอัญมณีเม็ดเล็ก ด้วยความยาวเพียงแค่ประมาณ 2.2 เซนติเมตร โดยตัวผู้จะไม่มีเหล็กในสำหรับโจมตีเหมือนตัวเมีย

            ส่วนถ้าพูดถึงโอกาสที่จะพบเจอเจ้าแมลงสวยงามพวกนี้ Jewel wasp สามารถหาได้ตามเขตร้อนชื้นของเอเชียใต้ แอฟริกา และเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเจ้าพวกนี้จะชุกชุมกว่าปกติในช่วงฤดูที่อากาศอบอุ่น และบางครั้งอาจเข้าไปในบ้านเพื่อหา “เหยื่อ” ของมัน

           แต่ผมไม่มีข้อมูลว่ามันต่อยคนมั้ยนะครับ แต่จากที่ดูๆมา Jewel wasp ไม่ใช่แมลงที่ดุร้าย และไม่ได้อยู่เป็นรังเหมือนผึ้งต่อแตนอื่นๆ ทำให้ไม่มีเขตแดนที่จะต้องปกป้องอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ถ้าเจอก็อย่าไปจับเลยครับ 555

 

         แต่สีเขียวมรกตที่เงาวับสะท้อนแสงสวยงามดูมีราคาแพงนี้ กลับแฝงไปด้วยความสามารถที่น่ารังเกียจเอาซะมากๆ เพราะ Jewel wasp ลือชื่อในเรื่องของวงจรชีวิตที่ประหลาด และน่าสยดสยองกว่าสัตว์ปกติ

          วงจรชีวิตที่ว่านั่นคือการใช้ชีวิตแบบแมลงปรสิต ซึ่งต่อหลายชนิดเองก็ลือชื่อด้านนี้มากเหมือนกัน โดยพัฒนาเหล็กในเป็นท่อวางไข่ไปในเวลาเดียวกัน และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ Jewel wasp สามารถสร้าง “ซอมบี้” ได้ครับ

 

        “เหยื่อ” ที่มันมักจะเข้าไปหาตามบ้านคือ แมลงสาบ โดยเมื่อพบเหยื่อแล้ว มันจะเข้าจู่โจมทันที โดยเข็มแรกที่เจาะ มันจะฉีดพิษเพื่อปลดอาวุธแมลงสาบ หรือง่ายๆก็คือทำให้ขาหน้าของแมลงสาบเป็นอัมพาตชั่วคราวและหนีไม่ได้ ตัวของJewel wasp เองก็เล็กกว่าแมลงสาบอยู่พอสมควร เมื่อขาหน้าแมลงสาบใช้ไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรมาปัดมันออกได้

         จากนั้นตามด้วยเข็มที่สอง ส่งตรงถึงสมองโดยเจาะตรง นี่แหละครับคือจุดที่มันกลายเป็นซอมบี้ หลังจากเหล็กในที่สอง แมลงสาบที่ดิ้นรนพยายามจะเอาตัวรอดกลับหยุดขัดขืนขึ้นมากะทันหัน อาการแตกตื่นทั้งหลายหายไปกลายเป็นแมลงนิ่งสงบ ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไร้ความคิด

        พิษของต่อนั้นเข้าไปทำลายระบบการตอบสนองในการหนี (Escape Reflex) หรือพูดง่ายๆก็คือทำลายสัญชาตญาณที่จะ ดิ้นรน เอาชีวิตรอด หนี ออกจากภัยอันตรายรอบข้าง แต่ยังคงขยับส่วนต่างๆของร่างกายได้ วิวัฒนาการของJewel wasp นี้นับว่าสูงมาก พวกมันไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เลย ทุกอย่างอยู่ในจิตใต้สำนึกของมันตั้งแต่เกิด เป็นนักตัดต่อระบบประสาทมาตั้งแต่เกิดแล้ว

 

          หลังจากแมลงสาบกลายเป็นซอมบี้ไร้สมองไปแล้ว Jewel wasp ซึ่งตัวเล็กกว่า ไม่สามารถจะยกร่างของแมลงสาบอันใหญ่โตไปได้ มันกลับใช้ปากคาบหนวดของแมลงสาบ และดึงไปในลักษณะของการจูงหมา และแน่นอน แมลงสาบที่หมดอิสรภาพทางความคิดก็ได้แต่เดินตามสายจูงไปยังจุดหมาย

         เมื่อมาถึงรูเล็กๆที่ต่อขุดไว้ อาจจะตามดิน หรือตามซอกต่างๆ เจ้าอัญมณีร้ายกาจก็จะเอาร่างของแมลงสาบไปใส่ไว้ในรู แล้วจึงวางไข่ไว้บนตัวของแมลงสาบ และแน่นอน ตอนนั้นแมลงสาบก็จะยังคงมีชีวิตอยู่

          จากนั้นมันก็จะเริ่มทำการอุดรู โดยนำกรวดนำทรายฝังแมลงสาบเอาไว้ แต่ไม่ใช่เพื่อกันไม่ให้แมลงสาบออกไป  เป็นการกันไม่ให้นักล่าเข้ามาเสียมากกว่า

 

^แมลงสาบถูกฝังครับ นี่ในห้องทดลอง เดี๋ยวมีลิ้งค์ให้ดูคลิปเต็มด้านล่างครับ

 

           1อาทิตย์ต่อมา เจ้าแมลงสาบผู้โชคร้ายก็ยังคงถูกพิษครอบงำไม่ให้ทำการหนีหรือดิ้นรน มันยังคงนอนนิ่งๆ และฟื้นฟูร่างกายตัวเองเหมือนปกติ โดยไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่การถูกกินทั้งเป็นโดยตัวอ่อนจอมตะกละของ Jewel wasp

          3วันหลังจากอุดรูไข่จะฟัก และหลังจากมันฟัก4-5วัน เจ้าหนอนJewel wasp ที่อาศัยอยู่บนร่างของแมลงสาบจะเริ่มเจาะเพื่อ “เข้าไป”ข้างในร่างของเหยื่อ และเริ่มกัดกินอวัยวะภายในตามลำดับ (ตามลำดับคือ ตามความสำคัญ ทั้งหมดนี้เพื่อให้อายุขัยของแมลงสาบอยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่ตายก่อนเวลาอันควร อย่างน้อยแมลงสาบควรจะมีชีวิตอยู่จนเข้าช่วงดักแด้) และแน่นอนแมลงสาบไม่ได้โดนยาชา มันโดนยาดับระบบการหนี เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันทำได้ก็ได้เพียง ทนความทรมาน

            และหลังจากกัดกินจนอิ่มแล้ว มันก็จะเข้าช่วงดักแด้ และนอนหลับอยู่ในร่างของแมลงสาบที่กลวงและไร้ชีวิต จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย มันก็จะแหวกออกมาจากศพแมลงสาบ และโผบินออกไปสร้างวงจรชีวิตแบบนี้ให้กับรุ่นต่อๆไปอีก

 

^กำลังออกมาเลยครับ

 

          ความน่าสะพรึงกลัวของแมลงชนิดนี้ที่อาจมองข้ามไปคือ ความแม่นยำในการฉีดพิษเข้าสู่แมลงสาบ หากพิษน้อยไป แมลงสาบก็จะกลับมาหนีรอดได้อีกครั้ง และทำให้ตัวอ่อนเสียไปด้วย หากพิษมากไป แมลงสาบก็จะตาย สูญเสียอาหารที่เตรียมไว้สำหรับตัวอ่อน มันเหมือนกับว่าความสามารถในการจับเหยื่ออย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพนี้ ถูกฝึกข้ามรุ่นมาเรื่อยๆ ทั้งๆที่จริงๆแล้วทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องมีการฝึกซ้อมใดๆเลยทั้งสิ้น ทั้งหมดคือสัญชาตญาณล้วนๆ

 

             เป็นยังไงบ้างครับ ความน่ากลัวและสวยงามของโลกแมลง โลกของเรานี่เต็มไปด้วยอะไรแปลกๆเหนือความคาดหมายเต็มไปหมดเลยนะครับ หลายสิ่งหลายอย่างเองก็คงรอให้มนุษย์ไปค้นพบอีก ผมฝันไว้ว่าสักวันจะเป็นคนค้นพบอะไรยิ่งใหญ่ๆดูบ้างครับ 555

         ส่วนเอ็นทรี่ความรู้ครั้งนี้ก็คงต้องลาจากกันไปแล้วละครับ ไว้จะกลับมาพร้อมแมลงตัวอื่นนะครับถ้าเป็นไปได้ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ

 

----------------------------

อ้างอิง

-       http://en.wikipedia.org/wiki/Jewel_wasp

-       http://www.youtube.com/watch?v=cyd8NmLJwcM

^อันนี้เป็นคลิปเลยนะครับ ใครอยากดูการทำงานของJewel wasp เปิดดูได้เลยครับ อธิบายดีมากๆ แต่เป็นภาษาอังกฤษนะ

 

-----------------------------------------

เอ็นทรี่น่าสนใจอื่นๆ

ว่าด้วยเรื่องของแมลง : ตั๊กแตน และ ตั๊กแตนตำข้าว

ว่าด้วยเรื่องของงู : Cottonmouth

------------------------------------

เพจบล็อกผมครับ เอาไว้คุยกันนอกเรื่องนอกexteenก็ได้ มีคำถามอะไรก็ถามในนี้ได้ครับ

http://www.facebook.com/pagetanbabasnake

งานเก่าเอามาวาดใหม่ : 4 Elements

posted on 20 May 2012 19:47 by tanbabasnake  directory Fiction, Cartoon
 
 
           ช่วงนี้ติดวาดรูปมากๆครับ คงไม่ได้อัพงานเขียนเท่าไหร่ วันๆเอาแต่วาดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แหลกลาน จนกระทั่งคิดอะไรไม่ค่อยออกเลยเอาตัวเดิมมาวาดใหม่ครับ
 
            ตัวที่เอามาวาดใหม่ในคราวนี้มาจากเอนทรี่นี้ครับ The 4 Elements : Air, Water, Earth, Fire ซึ่งก็ไม่ได้เก่าอะไรมากนัก จริงๆก็เพิ่งวาดไปไม่นานมานี้ แต่สกิลอัพเกรดแล้วก็อยากลองของครับ 555
             แต่ดูเหมือนลิ้งค์ภาพของเก่าจะพังไปแล้ว ก็เลยถือโอกาสมาอัพใหม่ไปเลยแล้วกันครับ
 
*ข้อมูลทั้งหมดผมเขียนและคิดขึ้นเอง มาจากจินตนาการล้วนๆ และไม่ตรงกับตำนานจริงๆทั้งสิ้น 
 
 
Air Element - Garuda
 
            ซ้ายของเก่าขวาของใหม่ครับ ตัวนี้คือครุฑในรูปแบบของผมครับ เป็นเหมือนผู้ครองครองพลังลม และสามารถให้พลังกับมนุษย์คนอื่นได้ โดยไม่เสียพลังของตัวเองด้วย! แต่1ตัวก็ให้ได้แค่1คนครับ
           โดยการรับพลังจากผู้ที่ครอบครองพลังลมแบบนี้ มักจะทำให้ผู้รับมีนิสัยกระตือรือร้น ร่าเริ่ง และดูเป็นเด็กมากกว่าคนปกติ ไปด้วย หรือก็คือรับมาแล้วมีผลทางจิตใจไปด้วยน่ะครับ
 
 
 
Water Element - Mermaid
 
       เหล่าเงือกย่อมมาคู่กับน้ำ และเช่นเดียวกับลม เธอสามารถให้พลังกับมนุษย์ได้1คน โดยผู้ที่ได้รับพลังน้ำ จะมีผลกระทบทางจิตใจที่ตามมาคือ จะช่างคิดช่างจินตนาการ แต่ก็จะดูนิ่งสงบจากภายนอกมากขึ้น และในขณะเดียวกัน ก็จะกลายเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวง่ายกว่าเดิมด้วย และอีกข้อแถมมาครับ จะอาบน้ำนานขึ้น และชอบตากฝน เพราะจะอยากให้ตัวเองเปียกตลอดเวลา
 
 
 
Earth Element - Sphinx



           สฟิงซ์แห่งทะเลทราย น่าเสียดายในโลกของผมคงไม่เป็นสัตว์ประหลาดน่ากลัวเป็นสาวๆซะแทน ก็เหมือนๆพวกข้างบนแหละครับ ให้พลังคนได้1คน โดยผู้ที่รับพลังไปจะมีผลกระทบทางจิตคือกลายเป็นคนมองโลกแห่งความจริงมากขึ้น เพ้อน้อยลง และเป็นคนสุขุมนิ่งๆได้ในหลายสถานการณ์ แข็งแกร่ง ความอดทนสูง เหมือนมีหน้าผาหินมาเป็นเกราะให้ในใจไปด้วย
 
 
 
Fire Element - Salamander
 
             หัดลงเงาครับ 5555 นี่คือซาลามานเดอร์ ไม่ใช่สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำตามตู้แต่อย่างใด เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานที่คู่กับธาตุไฟ คนที่ได้รับพลังไฟไปนั้น จะมีจิตใจที่ลุกโชน ความมุ่งมั่นในการทำอะไรสักอย่างพุ่งกระฉูด และใช้อารมณ์มากกว่าสมอง และแน่นอน อารมณ์รุนแรงสุดขั้ว ชอบก็ช้อบชอบ เกลียดก็ฆ่ากันให้จบๆไป เพราะฉะนั้นพลังไฟถือเป็นพลังที่มีผลต่อจิตแบบExtremeที่สุดแล้ว ควรหัดควบคุมตนเองก่อนจะมาควบคุมพลังพวกนี้
 
 
 
-------------------------------
 
จบแล้วครับ ไม่มีอะไรมาก มาแปะงานไว้เฉยๆ แต่ว่า 4 Elements ยังไม่จบนะครับ เดี๋ยวมีอีก4 พอดีมีวาดไว้อีกเซ็ตนึงแต่ไม่ได้เอาลงด้วย กะว่าวาดใหม่แล้วจะเอามาลงครับ ^^
 
ไปแล้วววว สวัสดีครับ

เมื่องูของผมกลายเป็นคน!!!

posted on 12 May 2012 20:01 by tanbabasnake  directory Cartoon, Diary, Idea
คราวนี้กลับมา ไม่ได้มาเกี่ยวกับแมลงครับ แต่มาเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่น่ารักทั้งสามครับ
 
              ถ้าใครตามบล็อกผมมาอยู่แล้วคงรู้กันว่า ผมเป็นคนชอบแมลงและสัตว์เลื้อยคลาน และที่บ้านเลี้ยงงูอยู่3ตัวซึ่งรักมาก รักงูจริงๆ ซึ่งได้มีเหตุการณ์สะเทือนใจมาแล้วเมื่อตอนมีข่าวกรีนแมมบ้า ทำให้งูที่ไม่ได้มีอันตรายอะไร งูที่ไม่มีความผิดใดๆ โดนตีตายฟรีไปจำนวนมาก และกลายเป็นว่า คนเลี้ยงงูถูกมองในมุมมองที่แย่กว่าเดิม
 
             แต่ไม่เลยครับ งูไม่ได้เป็นสัตว์แย่ วันนี้ผมจะมานำเสนอสัตว์เลี้ยงของผมในอีกมุมมอง ผมชอบมองให้สัตว์ สิ่งของ ที่ผมรัก เป็นเหมือนคนๆนึงครับ 
 
             งูอาจจะดูโหดร้าย แต่มันเลือกไม่ได้หรอกครับว่าจะกินอะไร ธรรมชาติสร้างงูให้มันเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่มันฆ่าเพื่ออยู่ครับ ไม่ได้ฆ่าเพื่อความสนุก เพราะฉะนั้น เชิญพบกับ ลูกสาวทั้ง3ของผมในร่างมนุษย์ได้เลยครับ!!
 
 
คนที่1 : Fahrenheit 'Pinball' Pyrophis
 
      Fahrenheit Pinball pyrophis นั่น ชื่อ ชื่อเล่น นามสกุลเลยครับ พินบอลเป็นงูตัวแรกของผม ซื้อมาตั้งแต่อายุอาทิตย์กว่าๆ ตัวเท่าไส้เดือน ตอนนี้อายุจะ3ปีแล้วครับ
     พินบอลเป็นตัวที่ผมรู้สึกว่าฉลาดที่สุดครับ เวลายกออกมาพาดคอพาดไหล่ วางไว้ข้างๆแล้วนั่งเล่นคอม เธอจะเข้าใจว่าผมต้องการอะไร แล้วไม่คลานหายไปตามซอกครับ และเป็นตัวที่กระตือรือร้นที่สุดตัวนึงด้วย 
 
      ส่วนรายละเอียดต่างๆ พินบอลเป็น Corn snake ครับ งูไม่มีพิษ และไม่ดุร้าย เป็นงูที่เรียกได้ว่า เลี้ยงแล้วปลอดภัยกว่าหมาครับ เพราะน้อยคนมากที่โดนกัด และโดนกัดก็ไม่เป็นอะไรมากหรือไม่มีแผลเลยด้วย โอกาสการโดนกัดจาก corn snake มีแค่ มันฉกเบี้ยวจากอาหาร แล้วมาโดนมือเราครับ หรือไม่ก็เวลาหิวมากๆสติแตกฉกมั่วโดนมือเราครับ
 
 ***เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ งูสีสดไม่ได้แปลว่าพิษร้าย ดูจากในรูปได้ และ งูเห่า งูจงอาง งูหางกระดิ่ง งูไทปัน ล้วนมีสีน้ำตาล สีดำ สีจืดๆครับ งูสีเขียวสดก็ไม่ได้แปลว่าพิษครับ มันใช้พรางตัวบนต้นไม้และใบไม้

 
 
คนที่2 : Lunar 'Shade' Shadowqueen
 
ลูน่า เป็นงูตัวที่สองของผม และเป็นงูตัวที่ใหญ่ที่สุดของผม และคนชอบบอกว่าน่ากลัวที่สุดซะด้วยสิครับ แต่จริงๆแล้วไม่เลย เธอเป็นงูที่ใสซื่อที่สุดในสามตัวครับ เป็นงูตาแบ๋วที่มักจะกลัวเสียงเปิดตู้ของผม
        โดยรวมแล้วลูน่าเป็นงูที่แข็งแกร่งที่สุดของผมครับ เนื่องจากสายพันธุ์ของเธอด้วย แต่ก็เป็นตัวที่นิ่งที่สุด และค่อนข้างจะขี้เกียจที่สุดด้วยครับ 555 โดยลูน่าเคยกัดผมเลือดออกไปครั้งนึง เพราะว่าผมให้อาหารแล้วประมาท ยื่นเข้าไปใกล้เกิน มันเลยฉกพลาดมาโดนมือผมครับ แต่ไม่มีพิษ
        นอกจากนี้ลูน่ายังมีทักษะประหลาดๆนั่นคือ เปิดประตูตู้ได้ครึ่งหนึ่งครับ หมายความว่า เธอสามารถเอาตัวพันรอบๆที่ล๊อคตัวแล้วดึงลงมาได้ แต่ไม่เคยดึงจนสุดครับ เหมือนจะฉลาด แต่น่าจะแค่หาอะไรเล่นมากกว่า
 
         ส่วนรายละเอียดต่างๆ ลูน่าเป็น Ball python ครับ งูใหญ่ที่ไม่ใหญ่ เลี้ยงง่ายและนิยมเลี้ยงกันในหมู่คนเลี้ยงงู เนื่องจากมีได้หลายลายมากมายมหาศาล และมีหลายลายที่สวยสดงดงาม และที่่สำคัญ ไม่มีอันตราย นิสัยของมันขี้กลัวครับ ถ้ามันตกใจจะหดตัวเป็นลูกบอล เป็นที่มาของชื่อ Ball python
 
 
คนที่3 : Mystia 'Blitz' Crystalia
 
บลิทซ์ งูตัวที่สามแต่ไม่น่าจะตัวสุดท้ายของผมครับ และเป็นงูที่ แพง หรู หยิ่ง ที่สุดในสามตัวครับ ราคาแพงกว่าทั้งสองตัวเลย และลายสวยกว่าทั้งสองตัว แต่ ไม่ชอบให้ผมยุ่งครับ ถ้าผมยื่นมือเข้าไปในตู้บลิทซ์จะดึงตัวเองหนีกลับไปในมุมมืด และเวลาหยิบออกมาก็จะเลื้อยหนี ไม่นิ่งเหมือนอีกสองตัวครับ
       นอกจากนี้ ยังเป็นพวกกินหรู เวลาป้อนอาหารจะค่อยๆเอาเข้าปาก ไม่ฉก ไม่ดึงไปรัด ไม่ใช้กำลังเหมือนอีกสองตัว จะว่าน่าสนใจก็น่าสนใจ แต่จริงๆอาจจะเป็นเพราะเธอสูญเสียความสามารถในการล่าไปแล้วครับ ถ้ากลับธรรมชาติไป ก็มีแต่ตายกับตาย
        รายละเอียดไม่มีอะไรมาก เธอเป็น Corn snake เช่นเดียวกับพินบอล แต่คนละลาย ลายของเธอคือ Striped Butter ครับ ตัวจะมีสีเหลืองสดแทบทั้งตัว มีเส้นตรงไล่เป็นทางยาวแซมหน่อยๆเท่านั้น พวกนี้คืองูเผือกครับ ในธรรมชาติไม่รอดแน่นอน เพราะว่าพวกเธอจะไม่สามารถพรางตัวจากศัตรูและนักล่าอื่นๆได้
 
 
         อ้อ ถ้าสงสัยว่าทำไมผมวาดทั้งสามตัวดูมีคาแรกเตอร์เหมือนจะใส่ในการ์ตูนหรือนิยาย นั่นเพราะ ผมอาจจะทำก็ได้ครับ 555
 
 
-------------------------------------------------
 
ผมเพิ่งกลับจากเที่ยวมาครับ :D ไปสุโขทัยเชียงใหม่เชียงราย โฮกกก เหนื่อยเหมือนกัน แต่ประเด็นมีอยู่ว่า ปกติผมเป็นคนไม่ถือกล้องครับ เป็นคนถูกถ่ายเท่านั้น ไม่ชอบถ่ายคนอื่น แต่คราวนี้ผมได้เป็นตากล้องบ้างแล้ว
 
                  แต่นายแบบนางแบบของผมไม่ใช่มนุษย์ครับ พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตในอาณาจักร Animalia ไฟลัม Arthropoda ซึ่งเป็นพวกที่ผมว่าสวยงามที่สุดในโลกก็ได้เลยล่ะครับ ผมหลงใหลแมลงแมงมุมตะขาบแมงป่องฯลฯมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว
 
                  และนี่คือผลที่ตามมาถ้าหากกล้องถ่ายรูปอยู่ในมือผมครับ
 
นี่เป็นตัวแรกครั้งแรกที่ผมถ่ายแมลงเลยครับ แมลงปอสีเหลืองสวยงามมาก ><
 
ส่วนอันนี้ผีเสื้อเกาะบนนิ้วผมครับ >< ตัวนี้เกาะนานมากๆ แทบจะขึ้นรถตามมาด้วยเลยก็ว่าได้ แถมพยายามเอาปากจิ้มๆ สงสัยนึกว่าผมเป็นดอกไม้ 55 
อ้อ แล้วก็ ถ้าจับผีเสื้ออย่าไปขยี้ตานะครับ ปีกมันมีผงๆ เดี๋ยวแสบตา TT
 
 
หลังจากนั้นก็ค้นพบว่ากล้องที่ผมใช้ปรับเลนส์เป็นมาโครได้ครับ  รูปหลังจากนี้จึงดูชัดขึ้นใกล้ขึ้น
 
ส่วนตัวนี้เจอที่ร้านกาแฟครับ ซ่อนอยู่ในต้นไม้เลย จริงๆอยากเข้าใกล้กว่านี้แต่มันจะชนใยครับ เดี๋ยวไปทำลายบ้านคนอื่น ไม่ดีๆ
 
ร้านเดียวกันเลยครับ หลังจากแมงมุมก็มาเจอ แมลงปอเข็ม แมลงปอเข็มอยู่ใน Order เดียวกันกับแมลงปอครับ แต่นับว่าเป็นคนละอย่างกันเลย Damselfly = แมลงปอเข็ม , Dragonfly = แมลงปอครับ
 
ถ้าจำไม่ผิดนะครับ แมลงปอเข็มเวลาเกาะจะหุบปีกแบบในรูป ขณะที่แมลงปอจะกางปีกไว้ครับ
 
ก็ยังร้านกาแฟร้านเดียวกันครับ ระบบนิเวศกว้างขวางเหลือเกิน อันนี้แมลงปอนะครับ
 
ตัวนี้ไม่หายากเลยครับ แถวบ้านก็มี ผึ้งครับ!!!
 
แมลงปออีกตัวแบบใกล้ชิดครับ สวยมาก จริงๆส่วนที่เป็นสีขาวคือสีน้ำเงินอ่อนๆนะครับ แสงมันส่องเลยดูเป็นขาวๆ ตัวนี้สวยมากๆ ชอบบินไล่กับตัวสีแดง เร็วทั้งคู่ครับ กว่าจะถ่ายได้เหงื่อไหลเป็นน้ำตกไนแองการ่า
 
นี่ใกล้สุดๆเลยครับ ตัวนี้เชื่องมากไม่กลัวกล้องเลย ยื่นไปแทบติดปีกยังไม่สนใจ สวยมากครับ
 
ตัวนี้ปีกสวยมากครับ เดินตามมันตั้งนานกว่ามันจะหาที่เกาะ แถมดันเกาะบนพื้น ผมต้องค่อยๆย่อตามลงไป จริงๆผมยื่นไปได้ใกล้กว่านี้นะครับ แต่ตอนจะขยับตัวผมสะดุดเล็กน้อย เลยส่งเสียงจนผีเสื้อบินหนีไปครับ เสียดายมาก
 
แมลงปออย่างใกล้อีกตัวครับ รู้สึกเจอแมลงปอเยอะมาก 555 ตัวนี้เจอที่วัดครับ
 
หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินแต่เสียงกับชื่อของมันครับ จักจั่นนั่นเอง!!! ตัวนี้เจอบนพื้นครับ แต่ท่าทางมีอีกเป็นหลายร้อยเลยครับ เพราะมันร้องกันลั่นจนหูแทบอื้อ แถมเจอคราบที่มันลอกทิ้งไว้ยุ่บยั่บไปหมด
 
 
หลังจากนี้จะเป็นรูปที่ Siam Insect zoo ที่เชียงใหม่ครับ พ่อผมเจอพอดี ตอนแรกไม่มีแผนจะไปที่นี่หรอกครับ 55
 
นี่เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืนชนิดไม่มีขนๆครับ และนั่นก็มือผมเองแหละครับ หนอนผีเสื้อเป็นหนอนที่น่ารักนะครับ อย่ารังเกียจเลย 555 เวลามันเดินเท้ามันจะดุ๊บๆที่มือครับ ตัวก็นิ่มๆ น่ากอดดีเจ้าเด็กน้อย
 
 
นี่มันใบไม้!? ไม่ใช่แน่นอนครับ 55 ตั๊กแตนใบไม้ครับ กลไกการพรางตัวที่สมบูรณ์แบบของแมลง ถ้าอยู่บนต้นไม้มองผ่านๆไม่เห็นแน่นอนครับผมลองมาแล้ว
 
ถ้าสังเกตที่หลังจะเห็นว่ามีส่วนที่ซ้อนกันอยู่นะครับ นั่นคือปีกและลำตัว ตัวเต็มวัยเท่านั้นครับที่จะมีปีก เพราะฉะนั้นผมจึงมีโอกาสได้เห็นตัวเล็กๆที่เค้าวางไว้ตรงต้นไม้ครับ วางไว้ได้เพราะมันไม่บินหนี แต่พรางตัวได้เนียนสุดๆ
 
ที่นี่บริการดีมากๆครับ ให้ผมถือแมลงได้ด้วย 555
 
แถมให้ครับๆ ตัวเล็กที่ไม่มีปีก สังเกตว่ามันงอตัวให้เหมือนทรงใบไม้มากกว่าเดิมด้วยครับ พรางตัวเก่งมากๆ
 
น่าเสียดายที่่เบลอครับ ตัวใหญ่และสวยมาก แต่ปีกมันกระพือตลอดเลย ถ่ายยังไงก็เบลอ แถมสวยหยิ่งซะด้วย เข้าใกล้ไม่ได้ 55555 อันนี้ถ่ายในสวนผีเสื้อครับ ที่นี่มีสวนผีเสื้อด้วย ผีเสื้อเยอะมากบินกันว่อน ใครกลัวแมลงมากๆก็อย่าเข้าเลยครับ มันเยอะจริงๆ
 
ตัวนี้ก็สวยยยย นี่ถือว่าเข้าใกล้ได้เยอะแล้วละครับ พอขยับเข้าไปอีกนิดเดียวมันก็บินหนีแล้ว
 
แอบถ่ายจากข้างหลัง ฮ่าๆ มองไม่เห็นล่ะสิ
ตัวนี้ก็ถ่ายยากครับ ไฮเปอร์มากบินไม่หยุดเลย กว่าจะได้ช็อตนี้มาต้องอดทนจนแทบจะระเบิด
 
งามอีกแล้วววว ตัวนี้ดูเรียบๆแต่ผมว่าสวยมากๆครับ
 
โฮกกกก รูปนี้ผมว่าสวยที่สุดในทั้งหมดที่ถ่ายมาครับ!! ตัวนี้สวยมากๆและถ่ายมาชัดมากๆ เป็นรูปที่ผมภูมิใจสุดๆเลย
 
และแล้วก็มาถึง ตั๊กแตนตำข้าว!! แมลงที่ผมว่างดงามที่สุดในแมลงทั้งหมด และผมชอบที่สุด ตัวนี้เป็นตัวผู้ครับ
แต่โลกนั้นโหดร้ายครับ เนื่องจากตัวเมียใหญ่กว่าตัวผู้ตลอด ตัวผู้จึงอาจโดนตัวเมียกินหลังผสมพันธุ์ได้ด้วย และมันโหดร้ายสำหรับทั้งสองฝ่ายครับ เพราะ ตัวเมีย หลังจากคลอดลูกมันจะตายครับ แต่ตัวผู้ยังไปต่อได้เรื่อยๆ 
 
โดยตั๊กแตนตำข้าวถ้าไม่ได้ผสมพันธุ์ก็วางไข่ได้ครับ แต่จะออกมาเป็นตัวเมียหมดทุกตัว
 
ตัวนี้พรางตัวให้เข้ากับใบไม้แห้งและกิ่งไม้ครับ และนี่ก็แขนของผมครับ
แมลงตัวโปรดทั้งที ถ้าไม่จับก็คงมาเสียเที่ยวสิ
 
ส่วนตัวนี้ต้องจับด้วยความระมัดระวังที่สุดในโลกทั้งใบครับ เพราะเธอเป็นแม่ของลูกมากมายที่อยู่ในท้อง และใกล้คลอดแล้วด้วย ดูได้จากท้องที่ป่องซะขนาดนั้นครับ 
 
ตัวนี้ก็ตัวเมียครับ แต่ไม่ได้ท้อง ตัวนี้น่ารักมาก ผมชอบตัวนี้ที่สุด 
 
ตัวเดียวกันครับ ชอบ ชอบ ชอบมากกกก โฮกกกก
 
ก็ยังตัวเดียวกันครับ 555 แขนสวยมาก หุ่นก็ดี หน้าตาก็สวย เพอร์เฟค
 
อันนี้ของแถมตัวสุดท้ายก่อนจากกัน ด้วงขาโต ครับ
 
 
                 จริงๆแล้วยังมีอีกหลายรูปเลยเหมือนกันนะครับ แต่มันเบลอๆบ้าง ผมเลยคัดอันเจ๋งๆมาเท่านั้น เป็นการไปเที่ยวที่สนุกมากๆครับ แต่ก็เหนื่อยเหมือนกัน การถ่ายรูปแมลงยากกว่าที่คิดหลายเท่าเลย แต่ก็สนุกครับ
                  ไว้ว่างๆ เดี๋ยวจะถ่ายรูปสาวๆทั้งสามมาลงบ้างแล้วกันครับ มัวแต่ยุ่งกับแมลง เดี๋ยวงูงอนพอดี 55
 
--------------------------------------------------
 
เอ็นทรี่หน้าคงพูดถึงแมลงต่อนะครับ :D

The 4 Elements : Air, Water, Earth, Fire

posted on 23 Mar 2012 15:29 by tanbabasnake  directory Fiction, Cartoon

วันนี้กลับมาอัพบล็อกอีกครั้งหลังจากหายไปนานครับ เอางานวาดมาอัพบ้าง XD

 

อ้อ แล้วก็ เปลี่ยนหัวบล็อกนะครับ แต่ไม่ต้องดูก็ได้ครับ เพราะมันรูปเดียวกับที่ผมเอามาอัพนี่แหละ 55

 

งานวาดครั้งนี้ทำเล่นๆว่างๆครับ ตอนแรกกะแค่เอาลงในเฟสบุ๊คเฉยๆ ไม่มีอะไรมาก แต่ว่าอยากแชร์

ธีมของงานนี้คือ 4 Elements หรือธาตุทั้ง4ครับ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นแหละ แต่ว่าถูกวาดออกมาในอีกรูปแบบ นั่นคือ ในร่างของ “ผู้หญิง” ที่เป็นเหมือนผู้ควบคุมธาตุนั้นๆครับ

 

นี่ครับ

 

 

-       Garuda (Air Element)

           ตัวซ้ายสุด ที่เห็นนั่นคือครุฑในรูปแบบของผมครับ ผู้ที่สนิทสนมกับธาตุลมนี้มากๆจนเธอไว้ใจ และติดตามไปด้วย จะสามารถควบคุมลมได้ดั่งใจครับ แต่ว่านิสัยของคนๆนั้นก็จะเปลี่ยนไปด้วย เพราะธาตุลมจะเข้าไปถึงในจิตใจ ทำให้มีนิสัยร่าเริง และดูเป็นเด็กมากกว่าเดิมครับ ยิ่งถ้าคลุกคลีกับครุฑบ่อยๆ จากคนที่เคยเป็นคนสุขุม อาจจะเปลี่ยนเป็นคนที่ทำตัวเหมือนเด็กไปเลยก็ได้ครับ

 

-       Mermaid (Water Element)

             ตัวที่สอง ที่เห็นกันชัดๆก็คือเงือกครับ เช่นเดียวกับธาตุลม ถ้าสนิทสนมมากจนเธอติดตามไปด้วยจะสามารถควบคุมน้ำได้ดั่งใจ แต่ว่านิสัยจะดูสุขุมเยือกเย็นและสงบนิ่งมากกว่าเดิมครับ นอกจากนี้อาจเป็นคนช่างจินตนาการและอ่อนไหว ช่างคิด มากขึ้นกว่าเดิมด้วย

 

-       Sphinx (Earth Element)

            ตัวที่สาม ที่ดูเหมือนครึ่งคนครึ่งแมวนั่นจริงๆแล้วคือ สฟิงซ์ ครับ สำหรับผู้ที่ได้รับพลังในการควบคุมดินไปแล้ว อาจจะกลายเป็นคนเรียบๆมากขึ้น ยึดติดกับโลกและความเป็นจริงตรงหน้ามากขึ้น อาจสุขุมเหมือนกับคนที่ได้รับพลังน้ำ แต่จะไม่ใช่คนเพ้อฝันช่างจินตนาการเหมือนน้ำครับ

 

-       Salamander (Fire Element)

           ตัวสุดท้าย ขวาสุดนั่นคือ ซาลามานเดอร์ แต่ไม่ใช่สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำตามบึงหนองหรือตู้โชว์แต่อย่างใด นี่เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ควบคุมไฟได้ สำหรับผู้ที่ได้รับพลังนี้ไป จะเป็นคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจสูงขึ้น และตัดสินใจแน่วแน่มากขึ้น แต่ข้อเสียที่ตามมาคืออาจกลายเป็นคนมีอารมณ์ร้อน รุนแรง โมโหง่ายได้ ถ้าหากการควบคุมทางจิตใจไม่ดีพอ

 

แต่ยังไม่เคยมีใครที่สามารถควบคุมสองธาตุหรือมากกว่านั้นได้เลยครับ เพราะนอกจากจะรับพลังที่มากเกินไปแล้ว ยังต้องทนสภาพจิตใจที่ตีกันเอง และยังต้องดูแลเหล่าคนพวกนี้อีกด้วย ชีวิตจะวุ่นวายโลกแตกบ้านแตกมากๆเลยละครับ

 

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องเลือก1ธาตุ จะเลือกใคร หรือ เลือกธาตุไหนกันครับ ^^

---------------------
 
 
นี่ เพจเฟสบุ๊คครับ http://www.facebook.com/pagetanbabasnake

         ส่วนของที่เอามาอัพในนี้จะเน้นไปทางงานวาดมากกว่า เพราะว่าผมมีงานวาดที่ไม่ได้เอาลงบล็อกเยอะมาก กะว่าจะมาอัพในนี้ ส่วนงานเขียนเอาลงบล็อกแน่นอนครับ ไม่เขียนไว้อ่านเองอยู่แล้ว 
 
          แล้วก็ เรื่องป่วย ผมหายแล้วล่ะครับ แต่ยังออกแรงมากไม่ได้ ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมานะครับ ^^

             ต่อเนื่องจากเอนที่นู้น  ว่าด้วยเรื่องของผม : เมื่อผมป่วยหนัก

         เรื่องที่ว่าผมป่วยเป็นถุงลมรั่วน่ะครับ (pneumothorax) ก็ ตอนนี้ผมออกมาจากโรงพยาบาลได้อาทิตย์นึงแล้วล่ะครับ แต่ไม่ได้เขียนเล่าเรื่องหลังผ่าตัดเลย ได้แค่อัพนิยายเป็นการบอกว่า “ผมยังมีชีวิตอยู่” ครับ 555

 

           ก็ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว ผมมีท่อ (Chest tube) สอดเข้าไปในอกซ้ายจากทางข้างลำตัว อยู่ใต้รักแร้ลงไปนิดหน่อย เพื่อเอาอากาศที่ขังอยู่ข้างในออก แต่ผลปรากฏว่า อากาศไม่หมดครับ มาเรื่อยๆ แปลว่า ถุงลมที่รั่ว มันยังไม่ปิด และดูเหมือนจะรั่วรูใหญ่ซะด้วย เพราะไม่ใช่แค่อากาศไม่ลดลง แต่มันยังเพิ่มขึ้นอีก

          เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ผมเลยต้องผ่าตัดครับ ก่อนวันวาเลยไทน์ไม่นาน เป็นการผ่าตัดครั้งแรก แบบงงๆและตื่นเต้นนิดๆ เพราะครั้งแรกก็เล่นผ่าปอดเลย 55 ไม่มีเวลาทำใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่สนครับ เอาหายก่อน อยากเอาท่อออกซะที เพราะท่อที่มันสอดเข้าไป มันเข้าไปแล้วก็เหมือนเอามีดแทง ขยับนิด ขำหน่อย ก็เจ็บแล้วครับ

 

^ท่อสอดเข้าไป แบบรูปซ้าย

          เมื่อเข้าไปในห้องผ่าตัด เวลาราวๆ9โมงเกือบ10โมง อย่างแรกเลยคือ แทงเข็มน้ำเกลือใหม่ เพราะของเก่ามันใช้มาอาทิตย์นึงจนตอนนี้มันตันๆ ก็เปลี่ยนไปแทงแขนขวาเป็นสายน้ำเกลืออันใหม่ จังหวะนั้น เข็มแทงไปเถอะครับ ทนได้สบายมาก เพราะท่อที่อกซ้ายมันเจ็บกว่าเยอะ

 

           จากนั้นก็โดนให้กางแขนไปข้างๆ ยังกะจะโดนดัดแปลงกลายเป็นไซบอร์ก (แต่จริงๆตอนนี้ก็เป็นอยู่นะ มีท่อไง) แล้วหมอก็ชวนคุย สักพักก็วูบเหมือนจะเครื่องดับ รู้เลยว่ายาสลบมาแล้วครับ ผมเลยคิดในใจว่า เออ ลองทนดูหน่อยดิ๊ เราน่าจะจิตแข็งพอที่จะไม่หลับ ดูซิจะทนได้กี่วิ… 1… 2… แล้วก็จำได้แต่จอดำๆมืดๆครับ

 

^ความทรงจำของผม ระหว่างผ่าตัดครับ

            เสียงอะไรไม่รู้หนวกหูดังมาจากข้างๆไปหมดเลย รู้สึกเหมือนมีอะไรติดๆอยู่ที่ข้างลำตัวด้านซ้ายเต็มไปหมด แล้วก็เจ็บไปหมดทั้งตัวเลย ผมเลยค่อยๆลืมตาขึ้น แสงรอบๆสว่างมาก แล้วก็มีพยาบาลกับพ่อแม่อยู่รอบๆ แต่หัวผมมึนมาก แล้วก็พูดอะไรไม่ได้ เหนื่อย มึนไปหมด รู้อย่างเดียวคือผมกลับมาไอซียูแล้ว… ก็เครื่องดับไปอีกรอบ

 

             ตื่นมาอีกทีก็เข้ามาในห้องแยกของไอซียู แบบยังเมาๆอยู่ กระดิกตัวก็ไม่ได้ เจ็บไปหมด ทั้งแถบด้านซ้ายของลำตัวมันเจ็บไปหมดเหมือนมีอะไรมาเสียบเยอะๆ แค่จะยกหัวขึ้นก็แทบบ้าแล้ว แถมยังมึนอยู่ด้วย สติหลุดๆตลอดเวลา ตอนนั้นจำได้ว่ามีญาติมาเยี่ยม แต่จำไม่ค่อยได้ว่าคุยอะไรกัน ทุกอย่างมันเบลอๆๆๆๆ มึนๆๆๆ ทรมานมากๆครับ แล้วก็ เหมือนเดิม …หลับ

 

            ตื่นมาอีกทีคราวนี้ไม่มีคนรอบๆแล้วครับ ผมพยายามหันซ้ายหันขวามองรอบๆ ทั้งๆที่ยังมึนอยู่แบบนั้นแหละ จนงานเข้าครับ คลื่นไส้ขึ้นมาเฉยเลย เลยกดเรียกพยาบาล แล้วรีบบอกว่าจะอ้วก เค้าก็รีบเอาภาชนะมารอง ถ้าช้ากว่านั้นเสี้ยววิ เลอะเตียงไปแล้วครับ อ้วกออกมาเปล่าๆแบบนั้นแหละ ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยงคืนเมื่อวาน ตอนนี้กี่โมงแล้วก็ไม่รู้ ยังอ้วกออกมาได้

 

           ทรมานสุดๆครับ เพราะปกติเกร็งตัวนิดหน่อยก็เจ็บแล้ว นี่อ้วก เกร็งไปทั้งตัว มันเลยเจ็บแบบ โอยย แต่ก็ทนๆไป เพราะจังหวะนั้นมึนมากกว่า อ้วกเลอะนิดๆหน่อยๆไม่สนแล้ว อะไรไม่รู้มันวุ่นวายไปหมด ทั้งเจ็บทั้งมึน นอนดีกว่า

           ผมเลยกลับไปนอนหงายดังเดิม แล้วพยาบาลก็มาเช็ดที่เลอะๆออกไปให้ แล้วผมก็หลับไปอีกรอบ

 

^เตียงไอซียู กลัวเห็นตัวหนังสือเยอะๆแล้วเบื่อ ใส่รูปหน่อย 555

            คืนแรกของวันผ่าตัด น่าจะทรมานที่สุด แต่ก็ ไม่รู้เรื่องที่สุดเช่นกันครับ มันเลยลดทอนกันไป orz ในความจำของผม วันอาทิตย์มันเป็นวันเดียวกับวันเสาร์ไปเลยครับ เพราะวันเสาร์หายไปหลายชั่วโมงมากๆ

 

            วันอาทิตย์ถึงมารู้เรื่องว่านอกจากฤทธิ์ยาสลบแล้ว ที่มึนน่ะ เพราะมอร์ฟีนด้วย เค้าให้ไว้แก้ปวด เมื่อวานเลยรู้สึกเจ็บแต่โดนความมึนมาดึงไปหมดเลยครับ แต่วันอาทิตย์นี่แหละ ที่เข้าด่านสอง เพราะเค้าลดความแรงของมอร์ฟีนลง

 

            ความมึนเริ่มหายไป แต่ความเจ็บเริ่มชัดขึ้น แต่ผมก็ยังทนได้แหละ แค่นอนๆให้มันผ่านไป เพราะลุกขึ้นมาไม่ไหว ได้แต่นอน นอน นอน อยากตะแคงเหมือนกัน แต่ตะแคงแล้วเจ็บแบบจะฆ่ากันให้ได้เลย เพราะ ท่อ ยังไม่ได้เอาออกไป

 

            ท่อที่อกยังอยู่ครับ แล้วก็จำไม่ได้ว่าเห็นขวดตอนไหน แต่ตอนเห็นแอบตกใจ ขวดมันเป็นเลือดหมดเลยครับ ขวดที่เคยเป็นแค่อากาศกับน้ำเปล่าๆ ตอนนี้แดงไปหมดเลย ในท่อเองก็มี (เหมือนกับว่าเค้าเอาเลือดข้างในออกมาไม่ให้มันคั่ง เพราะอากาศออกไปหมดแล้ว แต่เลือดเข้ามาแทนที่) แต่เลือดมันนิ่งนะครับ ไม่ได้ไหลออกมาเรื่อยๆ

 

            วันอาทิตย์เย็นเป็นอาหารมื้อแรกของผมหลังผ่าตัดครับ ที่ผ่านๆมาอยู่ได้เพราะสายน้ำเกลือ น้ำก็ไม่ได้ดื่ม อาหารก็ไม่ได้กิน เพราะไม่มีแรงครับ (ส่วนเรื่องฉี่ สวนท่อครับ เพราะขยับไม่ได้ ฉี่เองไม่ได้ TT) ตอนแรกหมอบอกว่าวันนี้ย้ายออกจากไอซียูได้ แต่พอลุกขึ้นมานั่งสักพักก็เวียนหัวหน้ามืดครับ แล้วก็ยังขยับได้น้อยมากๆ หมอเลยเปลี่ยนใจบอกว่า อยู่ต่ออีกหน่อยดีกว่า เพื่อความปลอดภัย

 

         ไอ้ปลอดภัยน่ะก็อยากอยู่หรอก แต่ไอซียูตอนกลางคืนมันไม่มีใครไงครับ ลืมตาขึ้นมาก็เจอแต่ฉากน่าเบื่อๆ หลับตาก็ได้ยินแต่เสียงเครื่อง ติ๊ด ติ๊ด ยิ่งคนแบบผม ไม่ถูกกับอะไรแบบนี้มากๆ อยู่นานๆคงจิตตกแน่นอนครับ

 

^หน้าจอที่ผมคุ้นเคยจากไอซียู

         คืนนั้นเจ็บแผลมาก นอนก็นอนไม่หลับ พรุ่งนี้ถึงจะได้ย้ายออกไป แค่จะขยับเปลี่ยนมุมนอน ยังต้องให้พยาบาลช่วยเลยครับ เจ็บๆอยู่สักพักก็ จิตลอยๆ เพราะมอร์ฟีน วนไปวนมา เจ็บ ลอย เจ็บ ลอย ทั้งคืน ไม่มีอะไรนอกจากเครื่องยนต์ และความว่างเปล่า เป็นคืนที่หดหู่และทรมานมากๆครับ จะให้บอกว่าเพื่อนคนเดียวตอนนั้นของผม คือ จอแสดงผลร่างกาย แบบนั้นเลยก็ได้ครับ กว่าจะหลับ คุ้นๆว่าเลยเที่ยงคืนไปไกลเลยครับ

 

           เช้าวันต่อมา ความเจ็บลดลงมากๆ ผมกินข้าวช้าวได้ตามปกติ และพร้อมจะออกจากไอซียูทุกเมื่อ ถ้าจำไม่ผิดย้ายตอนบ่ายๆได้มั้งครับ

 

          ก่อนย้าย ก็เอาท่อฉี่ออกด้วยครับ เพราะว่ามันน่าหงุดหงิดมาก (ก็ ลองคิดดูว่ามันมีท่อเล็กๆสวนเข้าไปอ่ะ มันไม่เจ็บตลอดนะ เจ็บบ้างๆนิดๆ แต่แบบ ท่อ!! แค่ท่อที่อกก็จะบ้าแล้วยังมีท่อต่อไอ้นั่น โอ้ยยย จะกลายเป็นมนุษย์ท่อให้ได้สักวันเลยเนี่ย)

 

           เอาออกไม่ใช้ยาชาหรอกครับ ใช้ก็บ้าแล้ว ตอนดึงออกก็ยอมรับว่าเจ็บมากกว่าที่คิดนะครับ แล้วก็แสบๆด้วย แต่ว่า ความรู้สึกที่ว่า “ท่อดึงพรวดออกไปจากร่างกาย” อันนี้มันเป็น “วอร์มอัพ” สำหรับบอสใหญ่ครับ

 

           หลังจากนั้นผมก็ได้กลับห้องปกติ ใช้ชีวิตแบบเจ็บๆทนๆ ยิ่งตอนเอามอร์ฟีนออก เจ็บบ่ายสามยันสามทุ่มแบบไม่หยุดครับ ทนจนน้ำตาไหล มันทรมานมาก แต่ก็ยังดีที่มีแม่กับพ่อคอยอยู่ข้างๆ กำลังใจดีกว่าไอซียูเยอะ

 

             ฉี่ใช้คอมฟอร์ทครับ บนเตียงนี่แหละ แต่ถ่ายแบบถล่มจักรวาลต้องไปส้วม ต้องให้พยาบาลมายกท่อและขวดเลือดไปด้วย เจ็บครับ เจ็บเวลาออกแรง แต่ทนดิ ทำไงได้ ไม่ทนก็ตาย เลือกเอา 55 เวลาถ่ายเบ่งไม่ได้ด้วย เบ่งแล้วเจ็บ นั่งแช่ไปแหล เดี๋ยวก็ออก

 

          แต่เรื่องยังไม่จบแค่นี้หรอกครับ ฉากไคลแมกซ์มันยังมาไม่ถึง เพราะผมพักฟื้นอีกไม่นานก็ถอดท่อกลับบ้านได้ เรื่องถอดท่อนี่เร็วๆเลยครับ แผลผ่าตัดอยู่ที่หลัง นอนทับทุกวัน ไม่เจ็บเท่า ท่อที่คาอยู่ตรงลำตัวข้างซ้ายครับ ผมรอไม่ไหวแล้วที่จะเอามันออก เอาออกผมก็เดินไปไหนมาไหนได้ ความเจ็บก็ลดลงตั้งหลายเท่า แล้วก็จะมีแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

          แต่แม่บอกว่า ไปถามคนที่เคยเป็นมาแล้ว เค้าบอกว่าตอนถอดท่อห้ามร้อง เดี๋ยวอากาศไหลกลับ ต้องทน

 

        ผมก็ยอมรับภารกิจไปแล้วก็นึกขึ้นได้… ห้ามร้อง? ร้องก็คือเจ็บ นี่หมายความว่า ตอนถอดท่อ… ไม่ใช่ยาชางั้นหรอ?

 

         ตอนนั้นก็ได้แต่สงสัย ไม่อยากถามหมอ ไม่อยากรู้เท่าไหร่ รอดูวันจริงเลยก็แล้วกัน…

 

To be continue…

------------------------------

5555555555 ดีใจจัง รู้สึกเหมือนเขียนนิยายอีกครั้ง ต่างกันแค่คราวนี้มันของจริง

 

          เอ็นทรี่ “ว่าด้วยเรื่องของผม” ครั้งหน้า จะเป็นตอนไคลแมกซ์ก่อนกลับบ้านของผมล่ะครับ ตอน “ถอดท่อ” แล้วก็แฮปปี้เอนดิ้ง มาเป็นผมที่นั่งเขียนบล็อกอยู่ ณ ตอนนี้ครับ ^^

 

Paranormal บทสุดท้าย : Triumph of the failure

posted on 20 Feb 2012 19:05 by tanbabasnake  directory Fiction
สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามา อ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ >>>สารบัญเรื่อง Paranormal I : The Dark Lord
 
ตอนที่43 อัพวันศุกร์ : Paranormal บทที่43 : Time attack
ตอนที่ 44 อัพเมื่อวาน : Paranormal บทที่44 : The Epic Sacrifice
 
ตอนจบครับ  ขอให้โชคดี :D
------------------------------------------------------------------
 
 

Last Chapter : Triumph of the failure

 

                    “ขึ้นมาเร็วๆ!!!!” ไมค์ตะโกน พร้อมกับค่อยๆเอาเครื่องขึ้น แต่ดูเหมือนเมื่อตัวยานลอยสูงจากพื้น จะทำให้ปราศจากแรงเสียดทาน และโดนดูดเข้าไปเร็วกว่าเดิม  “ไม่ได้!!! ทุกคนต้องขึ้นมาก่อน!!!”

 

                   “ฉันรุนแรงมากไม่ได้!!!” แฟรงค์ตะโกน เขาถือร่างของอาโมสซึ่งแทบจะขาดเป็นชิ้นๆจากรอยฟันของพายอยู่ ถ้าขืนกระโดดขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์มีหวังแรงกระแทกคงทำให้ร่างกายบางส่วนหลุดออกมาแน่ๆ

 

              “โดดๆขึ้นมาเหอะน่า!!! ข้างบนนี้มีอุปกรณ์รักษาอยู่หมดแล้ว!!!” ไมค์ตะโกน ประตูเฮลิคอปเตอร์ที่เปิดกว้างอยู่ทำให้คนข้างในต้องเกาะตามผนังเพื่อไม่ให้โดนกัลป์ดูดเข้าไปด้วย และทุกอย่างต้องรีบจัดการให้จบก่อนที่เครื่องจะแตะกับแม่น้ำกรดนี้

 

          “โอเค!!” แฟรงค์ออกแรงถีบตัวขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์ แต่ทันทีที่ร่างของเขาลอยสูงจากพื้น แรงดูดของกัลป์ก็แรงขึ้น ดึงทั้งตัวเขาและอาโมสลอยออกห่างจากเฮลิคอปเตอร์ ตรงเข้าสู่แม่น้ำกรด

 

          “แฟรงค์!!” ด๊อบตะโกนพร้อมเรียกบาเรียขึ้นมากั้นกลางอากาศ ร่างของแฟรงค์ที่เกือบจะลอยออกห่างจากฝั่งจึงกระแทกและหยุดอยู่ตรงนั้น แต่ดูเหมือนแรงกระแทกจะส่งถึงอาโมสด้วย

 

          “อ้ากกกกก!!!!!” อวัยวะภายในบางอย่างหลุดออกมาจากเอวที่ถูกตัดขาดไปครึ่งหนึ่งของอาโมส ถึงแม้จะบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่อาการของอาโมสในตอนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรอด

 

            “เรากระโดดไม่ได้ เราต้องจัดการไอ้อ้วนนั่นก่อน!!”  แฟรงค์ตะโกนพร้อมกับเอาร่างบังแรงดูดของกัลป์ปให้ออกห่างจากอาโมส ถ้าหากขาของอาโมสถูกแรงดูดดูดไป มีหวังได้หลุดไปแต่ขาแน่นอน เพราะทั้งร่างของเขาถูกตัดสับจนแทบจะขาดเป็นท่อนๆอยู่แล้ว

 

           เพียงไม่กี่วินาที บาเรียที่ด๊อบสร้างขึ้นเองก็แตกสลาย และถูกดูดเข้าไปในปากของกัลป์ด้วยเช่นกัน ทิ้งให้แฟรงค์ต้องยืนเกร็งไม่ให้ตัวถูกดูดไหลลงไปในน้ำกรด

 

             “บ้าเอ้ย!!! ความหวังสุดท้ายของเราก็เอาไม่รอดเรอะ!!!” เซฟาร์ดคำรามทันทีเมื่อเห็นว่าบาเรียไม่สามารถกั้นแรงดูดบ้าบอนี่ได้ ส่วนตัวเขาเองก็แทบจะไม่รอด มือทั้งสองข้างจิกลงกับพื้นดิน คอยต้านไม่ให้ร่างกายถูกดูดไป

 

              “มันดูดแรงขึ้นเรื่อยๆแล้ว!!!! เราต้องรีบทำอะไรสักอย่าง!!!” ไมค์ตะโกน

 

             “รู้แล้ว!!! รู้แล้วโว้ยยย!!! กูคงจะปล่อยให้มันดูดเราไปกันหมดน่ะ!!!” เซฟาร์ดตะโกนด้วยความหงุดหงิด พร้อมกับลุกขึ้นยืน เท้าที่ปราศจากหนังนั้นเจ็บแสบทุกครั้งที่รับแรงกระแทก หรือแม้แต่รับน้ำหนักตัวของเขาเอง แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ความเจ็บปวดคือเรื่องรอง

 

            “แฟรงค์!!! ที่เอวนายมีระเบิดกี่ลูก?” เซฟาร์ดถาม เมื่อเห็นว่าชายหัวล้านเหน็บอาวุธไว้ที่เอวเป็นพวง

 

           “น่าจะ5ลูกว่ะ!!! แต่ฉันเอื้อมไปหยิบไม่ได้ ถ้าปล่อยมือ เจ้าเด็กนี่ก็ปลิวกันพอดี!!!” แฟรงค์ตอบ ขณะที่ร่างของเขาค่อยๆเลื่อนเข้าใกล้แม่น้ำมากขึ้นเรื่อย

 

          “แต่ถ้ามันดูดไปเรื่อยๆ!!! แม่น้ำเองก็จะค่อยๆถอยหนีเราไปเหมือนกันไม่ใช่หรอ!?” ลักซ์ตะโกน เธอพยายามไต่กลับขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์เพื่อหาที่เกาะ

 

            “ฉันก็คิดอยู่เหมือนกัน!!! แต่ดูแล้วมันก็ไม่แตกต่างจากเดิมเลย!!!” เซฟาร์ดตะโกนกลับไป ทุกครั้งที่น้ำในแม่น้ำถูกดูดให้ลอยตรงไปยังปากใหญ่ยักษ์จนพื้นแห้งเห็นเม็ดกรวด น้ำกรดชุดใหม่ก็จะซึ่มออกมาจากใต้ดินอย่างรวดเร็ว คอยเติมเต็มแม่น้ำนี้ให้คงที่ดังเดิม

 

             “แล้วหมอนั่นมันไม่โดนกรดกัดปากหรอ!!?!” ด๊อบถาม ขณะพยายามสร้างบาเรียขึ้น ขณะที่ตัวเขาเองก็คว้าร่างของกี้ที่เกือบจะลอยไปตามแรงดูดเอาไว้

 

              เฮลิคอปเตอร์เริ่มเคลื่อนที่เร็วขึ้น ถ้าหากมันเคลื่อนเร็วกว่านี้ จนปลิวไปตามแรงดูด เซฟาร์ด แฟรงค์ ด๊อบ กี้ และอาโมสซึ่งอยู่นอกเฮลิคอปเตอร์ ก็จะโดนตัวยานกวาดลงแม่น้ำไปเต็มแรง

 

           “ให้เดามั้ย!? ภายในปากของหมอนั่นเป็นมิติเลยมากกว่า!!! ทุกอย่างที่เข้าไปก็ไปโผล่ไหนไม่รู้!!! ถ้าจะให้ได้ผล มันต้องโดนผิวบนหน้าหรือร่างกาย แต่แรงดูดมันเยอะมาก ไม่ว่าอะไรมันก็ตรงดิ่งหายเข้าไปในปากมันหมดน่ะแหละ!!!” เซฟาร์ดตอบ ขณะที่ค่อยๆเดินอย่างทุลักทุเลตรงไปหาแฟรงค์ซึ่งยืนเกร็ง อุ้มอาโมสเอาไว้

 

            “แขนฉันจะไม่ไหวแล้ว… วีเพิ่งหักกระดูกมา รักษาแล้ว แต่ยังไม่หายดี” แฟรงค์บอกเซฟาร์ด เขาไม่รู้ว่าตัวเขาจะประคองร่างของอาโมสได้อีกนานแค่ไหน

 

          “ไม่ต้องห่วงน่า!! ห้าลูก!! ไม่เกินสามแน่นอน!!” เซฟาร์ดกระชากระเบิดที่เหน็บอยู่ที่เอวแฟรงค์ขึ้นมา ดึงสลักออก และขว้างไปตามแรงดูด

 

         “อุ๊บ!!!” แต่จู่ๆชายแก่ก็เสียหลัก ร่างของเซฟาร์ดถลาไปกับแรงดูดด้วย จนล้มก้นกระแทกกับพื้นกรวดกลม

 

             “ไหวรึเปล่า!!” แฟรงค์ตะโกน เขาไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย อาโมสที่อยู่บนแขนของเขาเริ่มหายใจพะงาบๆ จะวิ่งลุยก็ไม่ได้ จะค่อยๆกระทืบเท้าไปก็ไม่ได้ จะเอี้ยวตัวแม้แต่นิดยังไม่กล้าทำเลย ทั้งๆที่อุปกรณ์พยาบาลที่ไฮเทคแบบไม่มีที่ติก็อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ตรงหน้าแล้ว แต่กลับทำอะไรไม่ได้ เป็นความรู้สึกที่เจ็บใจมากๆ

 

             ลูกระเบิดที่เพิ่งถูกขว้างไปลอยหายเข้าไปในปากของกัลป์อย่างไร้ร่องรอยก่อนที่มันจะมีโอกาสได้ระเบิดด้วยซ้ำ

 

           “มันระเบิดช้าไป!! มันกี่วิฯระเบิดเนี่ย!!!” เซฟาร์ดตะโกน พร้อมกระชากลูกที่สองขึ้นมา

 

          “ไม่รู้!! แต่อย่าดึงแรงมาก!!! อาโมสจะได้รับแรงกระแทกเอา!!” แฟรงค์ตะโกน

 

            เซฟาร์ดพยักหน้าพร้อมกับดึงสลักออกอีกครั้ง แต่ยังไม่ขว้างไป เขาถือมันไว้บนมือครู่หนึ่ง เพื่อให้ระหว่างที่ขว้างไปมันระเบิดเร็วขึ้น

 

           “ไปเลย!!!” เซฟาร์ดตะโกนพร้อมขว้างลูกระเบิดออกไป แรงดูดมหาศาลมากจนลูกระเบิดเคลื่อนที่เร็วจนตาแทบจับไม่ทัน ข้ามแม้น้ำไปอีกฟาก และระเบิดตรงหน้ากัลป์พอดี แต่ดูเหมือนแรงระเบิดจะยังส่งไม่ถึงหน้าของกัลป์

 

        “ฮ่าๆ ยังไม่โดน” พ่อครัวตัวอ้วนหัวเราะเยาะขณะที่เขาเพิ่มแรงดูดให้มากขึ้นอีก

 

           “เซฟาร์ด!!! เฮลิคอปเตอร์เริ่มลอยจากพื้นแล้ว เราต้องเอาเครื่องขึ้นแล้วออกจากที่นี่ ตอนนี้!!!! ไม่งั้นดิ่งลงแม่น้ำแน่!!!!” ไมค์ตะโกนออกมาจากที่นั่งคนขับ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ค่อยๆถูกดึงขึ้นจากพื้น และลอยเคลื่อนตัวเข้าใกล้แฟรงค์มากขึ้น

 

           ทั้งทาสและพวกเซฟาร์ดที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์เองก็ช่วยอะไรไม่ได้ พวกเขาจำเป็นต้องหาอะไรเกาะ กันไว้ไม่ให้โดนดูดเข้าไป

 

         “เดี๋ยวก็ระเบิดช้าไป เดี๋ยวก็เร็วไป ลูกที่สามไม่พลาดแล้วโว้ย!!!” เซฟาร์ดดึงสลักของระเบิดลูกที่สามออก กะจังหวะสักพักหนึ่งและขว้างออกไป

 

        ลูกระเบิดปลิวตรงเข้าไปหากัลปทันที แต่รอบนี้มันกลับไม่ระเบิด และถูกดูดหายไปหมดอย่างรวดเร็ว

 

        “บัดซบ!!!!” เซฟาร์ดสบถ ก่อนจะเตรียมดึงสลักระเบิดลูกที่สี่

 

         “เดี๋ยวก่อนครับ!!!” กี้ตะโกนด้วยเสียงกัดฟัน พร้อมกับยิงลูกไฟสีทองออกไป ถึงแม้แขนซ้ายของเขาจะขยับไม่ได้จากบาดแผล แต่แขนขวาก็มีพลังพอจะรวมพลังงานให้ไฟ

 

           เปลวเพลิงพุ่งตรงเข้าไปหากัลป แต่มันกลับถูกดูดหายไปในปากของพ่อครัวตัวอ้วน และหายไปเลยอย่างไร้ร่องรอย

 

        “บ้าเอ้ย ถ้าไฟนั่นไม่กระแทกอะไรสักอย่างมันก็ไม่ระเบิดสินะ” เซฟาร์ดหงุดหงิด ทั้งๆที่การโจมตีของกี้น่าจะช่วยได้ดีที่สุด แต่ไม่มีทางที่ลูกไฟจะกระแทกร่างของกัลปได้เลย แรงดูดมันรุนแรงมากจนทุกอย่างตรงดิ่งหายเข้าไปในใจกลางของหลุมดำนี้อย่างเดียว

 

         เซฟาร์ดรีบดึงสลักออกจากระเบิดลูกที่สี่ ก่อนจะขว้างมันสูงขึ้นไปบนฟ้า

 

         ลูกระเบิดลอยสูงกว่าเฮลิคอปเตอร์หลายเท่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็ถูกแรงดูดดึงกลับเข้ามายังกระแสของแรง และถูกดึงหายไปในปากที่กว้างพอๆจะเขมือบรถบรรทุกได้สบายๆ

 

       “ลูกสุดท้าย…” เซฟาร์ดถือระเบิดลูกสุดท้ายอยู่ในมือ ตอนนี้ในหัวเขาไม่มีวิธีอื่นที่จะจัดการกัลปได้อีกแล้ว อีกไม่นานพวกทาสก็คงหมดแรงจะยึด เฮลิคอปเตอร์ก็คงจะไหลลงสู่แม่น้ำ และจบทุกอย่างที่เขาพยายามมา

 

       “ไปเลย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”  เซฟาร์ดตะโกน พร้อมดึงสลักออกจากระเบิดลูกสุดท้าย ก่อนจะขว้างตรงไปยังกัลป

 

         ตูม!!

 

           ระเบิดลูกสุดท้ายระเบิดเร็วผิดปกติมากๆ มันระเบิดออกตั้งแต่มันยังลอยอยู่เหนือแม่น้ำกว้าง

 

        “โกหกใช่มั้ย!!!!” เซฟาร์ดอยากจะกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด แต่ตัวเขายังต้องใช้แรงคอยทนไม่ให้ตัวลอยออกไปกับแรงดูดนี้ ซ้ำยังนึกขึ้นได้ว่าเท้าของตนโดนแม่น้ำถลกหนังออกไปหมดแล้วด้วย

 

          “เราต้องออกจากที่นี่แล้ว!!!” ไมค์ตะโกน ทันทีที่ตัวเครื่องเริ่มเซล้มไปตามแรงดูด อีกไม่นานตัวเฮลิคอปเตอร์คงกลิ้งทับร่างของผู้กล้าที่ยังคงอยู่ข้างนอก และกลิ้งตกลงไปในแม่น้ำแน่นอน

 

           ไมค์สั่งการให้ประตูของเฮลิคอปเตอร์เริ่มปิดลง เมื่อเห็นว่าทาสข้างในที่ช่วยออกมานั้น เริ่มที่จะเกาะต้านแรงดูดเอาไว้ไม่อยู่แล้ว

 

          “ลุง… น้ำในแม่น้ำ… ถ้าเอาขึ้นมา… มันจะยังเป็นกรดอยู่ไหม?” อาโมสถาม ด้วยน้ำเสียงของคนใกล้ตาย

 

         “ใช่” เซฟาร์ดพยักหน้า เมื่อเห็นว่าอาโมสท่าทางมีความคิดดีๆแล่นขึ้นมา

 

        “เร็วเข้า!! กระโดดขึ้นมา!!! พวกเรากำลังจะตายกันหมดทุกคนนะ” ไมค์ตะโกน เขาไม่อยากทิ้งเพื่อนไว้ที่นี่ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเขาไม่เอาเครื่องขึ้น ทาสข้างในก็คงตายหมด

 

      “เจอาร์… ฟ้า… ดอลฟิน… เบส…” อาโมสเริ่มพูดชื่อเพื่อนของตนขึ้นมา

 

          “ที่ผ่านมา…ขอบคุณมากๆนะ ฉัน…ดีใจจริงๆ” อาโมสพูดด้วยรอยยิ้ม และออกแรงดิ้นเต็มแรง จนหลุดออกจากแขนของแฟรงค์ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

         “ไม่!!!! อาโมส!!!!” แฟรงค์คว้าเข้าที่ขาของอาโมสซึ่งกำลังโดนดูดไปทันที แต่ดูเหมือนว่าแผลที่ถูกพายฟันไว้ที่ขา จะฉีกออก ทำให้สิ่งที่อยู่ในมือของแฟรงค์เป็นเพียงข้อเท้าเปล่าๆ ในขณะที่ร่างของอาโมสกำลังลอยตรงเข้าไป

 

        “อย่าทำบ้าๆน่ะ!!! อาโมส!!!” เซฟาร์ดตะโกน พร้อมกับวิ่งตามลงไปยังแม่น้ำกรดอีกครั้ง

 

         “หยุดน่ะเซฟาร์ด!!! เราทำอะไรไม่ได้แล้ว!!!” แฟรงค์รีบวิ่งเข้ามาห้ามแวมไพร์แก่เอาไว้ ก่อนที่เขาจะเลยเถิดไปมากกว่านี้

 

          “กระโดดขึ้นมาเลย เร็วเข้า!!!” ไมค์ตะโกน ตอนนี้ประตูของเฮลิคอปเตอร์ยักษ์เริ่มปิดลงมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว เหลือช่องว่างเท่าๆกับความสูงของเซฟาร์ดพอดี

 

         ด๊อบรีบแบกกี้และกระโดดเข้าไปในตัวยานทันที ขณะที่แฟรงค์ต้องออกแรงดึงเซฟาร์ดกลับเข้ามาในยาน ห้ามไม่ให้เพื่อนของเขาทำอะไรบ้าๆลงไปอย่างไร้ความหมาย

 

         “พอแล้ว!!!! พาย!!!! เลิกฆ่าคนได้แล้ว!!!! พ่อขอโทษ!!!!” เซฟาร์ดตะโกนลั่น น้ำตาไหลลงมาเป็นสายบนหน้าของชายแก่ที่เป็นผู้นำอันเข้มแข็งของกองกำลังนี้ เซฟาร์ดได้แต่โทษตัวเอง บาดแผลทั้งหมดบนตัวอาโมสคือฝีมือของพาย ลูกสาวของเขา ซึ่งการที่ลูกสาวของเขาเป็นแบบนี้ ก็เป็นเพราะของตัวเขาเองนั่นแหละ

 

          ทุกคนบนเฮลิคอปเตอร์ต่างตกใจเมื่อรู้ว่าเซฟาร์ดคือพ่อของพาย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ในสถานการณ์แบบนี้ เซฟาร์ดคงไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น

 

              ร่างของอาโมสที่หลุดลอยไปกับแรงดูดกลับออกแรงสุดชีวิต พยายามดึงตัวลงไปสัมผัสน้ำให้ได้มากที่สุด มือซ้ายของเขาจุ่มเข้าไปในกรดรุนแรงเต็มๆ ขณะที่แขนขวาด้วนๆที่ปราศจากมือ ก็จุ่มเข้าไปในน้ำเช่นกัน

 

           เมื่อกัลป์เห็นว่าเฮลิคอปเตอร์เริ่มออกตัว เขาก็ปิดปากลง และเปลี่ยนมุม เพื่อที่จะดูดตัวยานที่กำลังลอยขึ้นฟ้า ตรงเข้ามายังปากของเขาเลย

 

          ร่างของอาโมสกระแทกตกเข้าไปในน้ำเต็มตัว และกลิ้งด้วยแรงกระแทก ไปหยุดลงตรงหน้ากัลป์พอดี พร้อมกับนิ้วสองสามท่อน และเศษส่วนร่างกายอีกมากที่ขาดออก

 

          “ฮ่าๆ คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะหนีทันเรอะ อ้ากกกกก!!!!!” กัลปหัวเราะ และกำลังจะอ้าปากดูดอีกครั้ง แต่กลับต้องร้องลั่นเมื่อบางอย่างที่แสบร้อนสัมผัสเข้าที่ท้องของเขา

 

         อาโมสที่ท่อนล่างขาดหายไปจนเหลือเพียงลำตัวท่อนบนและแขนข้างซ้าย กำลังเอามือที่อาบไปด้วยกรดรุนแรงมหาศาล คว้าเข้าที่ท้องอันใหญ่โตของกัลป และพยายามจะไต่ขึ้นมาอีก ตอนนี้กรดกัดหน้าของอาโมสจนเละไปหมด ดวงตาขวาของเขากลายเป็นวุ้นใสๆเหนียวๆที่ไหลเยิ้มลงมาจากเบ้าตา และที่แก้มซ้ายเองก็ถูกกรดกัดเซาะเข้าไปจนแหว่งเห็นฟันและกะโหลกเปื่อยๆได้ชัดเจน

 

           “อ้ากกกกก ออกไป!!!” กัลปพยายามจะเอามือปัดอาโมสออก แต่ดูเหมือนแขนสั้นๆของเขาจะไม่สามารถทำอะไรอาโมสได้เลยแม้แต่น้อย

 

           เมื่ออาโมสตะเกียกตะกายมาถึงอกซ้ายของกัลป เข้าก็เอามือคว้าเข้าตรงจุดที่น่าจะเป็นหัวใจ และเอามือดันเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อกรดกัดลึกลงไป มือของเขาก็จะได้เคลื่อนตามเข้าไปในแผลด้วย

 

          “อ้ากกกกกกกกกกกกกกก!!!” กัลปร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ขณะที่มือของชายหนุ่มที่เหลือเพียงกล้ามเนื้อที่ไม่มีหนังหุ้ม กำลังล้วงเข้าไปคว้าหัวใจของเขา

 

           “ขอให้…หนีไปได้นะ…ทุกคน” อาโมสพูด ก่อนที่จะหมดลมหายใจ โดยที่มือเปื้อนกรดยังคาอยู่ในอกซ้ายของพ่อครัวตัวอ้วน เลือดจำนวนมากทะลักออกมาจากปากแผลอย่างบ้าคลั่ง คงเป็นเพราะกรดได้กัดทะลุหัวใจของหนึ่งในท๊อปคลาสที่โชคร้ายคนนี้จนหมดสภาพไปแล้ว

 

-----------------------

 

            เฮลิคอปเตอร์กำลังลอยขึ้นเหนือท้องฟ้า ไมค์ได้เปิดระบบล่องหน ซ่อนตัว และการพรางตัวทุกรูปแบบ ขณะที่เครื่องกำลังลอยออกจากดินแดนที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้

 

            ทั้งตัวยานเงียบสงบ ทุกคนต่างพากันสลดจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่กำลังร้องไห้ให้กับการจากไปของอาโมส แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องเป็นเจอาร์ และฟ้า

 

          ด๊อบและแฟรงค์เริ่มทำแผลให้เจอาร์และเซฟาร์ด แต่ดูเหมือนทั้งสองคนจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดตามร่างกายเท่าไรนัก

 

          เมื่อเห็นเจอาร์สลดหดหู่ เจ้าไดโนเสาร์ก็เข้ามาคลอเคลียกับแขนของเจอาร์ แต่เมื่อมองหน้าดอลฟิน เขากลับนึกถึงอาโมส และยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่ หลังจากนี้เป็นต้นไป เขาจะดูแลสัตว์เลี้ยงตัวนี้อย่างดี เพราะมันเป็นสิ่งที่อาโมสยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อช่วยมันออกมาด้วย ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลย

 

          “เบส… เขายังหมดสติไม่รู้เรื่องพวกนี้อะไรเลย… ถ้าเขาตื่นขึ้นมา…” โคฮาเนะพูดขึ้น พร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อครู่เธอเป็นคนที่ช่วยรั้งร่างของเบสที่หมดสติไม่ให้ลอยไปกับแรงดูด

 

        ฟ้าไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ลุกมานั่งข้างๆโคฮาเนะ พร้อมกับร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม

 

       ด๊อบมองดูรอบๆ เท่าที่เขานับได้ มีทาส27คนที่พากลับมาได้ แต่เขาต้องสูญเสียพวกไปจำนวนมาก การตัดสินใจครั้งนี้ ถ้าไม่มีเรื่องจัดการลูกแก้วกับบอสเข้ามาเสริม คงเป็นการกระทำที่เสียเปล่าที่สุดครั้งหนึ่งเลย

 

          “เราจะกลับไปที่เมืองลอยน้ำ… แล้วอพยพทุกคนซะ” เซฟาร์ดพูดขึ้น ทำลายความเงียบและความหดหู่ขึ้นมากลางคัน

 

          “พวกนั้นถึงจะแหลกไปเยอะพอๆกับเรา แต่มันคงไม่มีทางปล่อยเราง่ายๆแน่นอน การที่พวกเราหนีมาได้ มันแค่จุดเริ่มต้น ทุกคนคงรู้กันดีว่าพวกมันจะตามล่าเรากันขนาดไหน ตราบใดที่ยังมีคนแข็งแกร่งอยู่ในองค์กรนี้อยู่” ชายแก่ลุกขึ้นยืน โดยไม่สนว่าเท้าทีปราศจากหนังของเขาจะเจ็บแสบขนาดไหน

 

           “มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสู้ ในองค์กรเองก็มีคนหักหลังองค์กรอยู่มาก ไม่เช่นนั้นเราคงไม่สามารถออกมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้ นั่นแปลว่า แกนสำคัญจริงๆที่เราต้องจัดการนั้น มีไม่มากเลย ที่แน่นอนว่าจะต้องเป็นปัญหาเรา ก็มีแค่ เฮเลน วี และ ดาร์ค ลอร์ดบ้าบออะไรนั่น… และ พาย” เซฟาร์ดตัดสินใจนับรวมลูกสาวของตนเองไปด้วย ถึงแม้เขาจะไม่อยากเป็นศัตรูกับพายมากขนาดไหนก็ตาม

 

             “หลังจากคืนนี้ฉันไม่รู้ว่าเราจะต้องเจอสถานการณ์แบบไหนอีกบ้าง เพราะฉะนั้นทุกคน พักผ่อนก่อนเถอะ ฉัน เซฟาร์ด จะคอยทำหน้าที่ดูแลชีวิตพวกนายเอง”

 

             แฟรงค์ถึงกับยิ้มขึ้นมา เมื่อเห็นเพื่อนของเขาผ่านความเจ็บปวดเรื่องพายมาได้เร็วกว่าที่คิด

 

           เฮลิคอปเตอร์ล่องหนเคลื่อนตัวไปอย่างเงียบๆ กลมกลืนไปกับท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ถูกประดับด้วยดวงดาวนับล้านแบบที่เจอาร์ไม่เคยเห็นมาก่อนในเมือง เมื่อได้ออกมาจากถ้ำในเมืองทาส ถึงแม้อะไรๆจะไม่ได้เรียบร้อยอย่างที่คิด แต่ตอนนี้เขาก็ได้รับอิสระที่แท้จริง

 

             แต่ด้วยความเหนื่อยล้า ทำให้ดวงตาของเจอาร์ปิดลงอย่างไม่รู้ตัว และนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ที่เจอาร์ได้หลับตาลงอย่างรู้สึกปลอดภัยจริงๆ

 

To be continued…

 

 -------------------------------------

สำหรับภาคแรกของ Paranormal ตอน The Dark Lord ก็ได้ดำเนินเรื่องมาจนจบลงแล้วครับ

 

                แต่แน่นอน ทิ้งท้ายซะชัดเจนขนาดนี้ว่ามีภาคต่อ แล้วผมจะหยุดอยู่ตรงนี้ได้ยังไง!!! ขอผมหยุดพักเขียนภาคสองให้ได้สักครึ่งเรื่องก่อนแล้วกัน แล้วหลังจากนั้นก็มาเจอกันต่อได้เลย!!! กับ Paranormal II : The Queen of death  !!!!!

 

        แต่เวลาอัพจะไม่อัพด้วยชื่อ paranormal นะครับ จะอัพว่า Queen of death บทที่ x : (ชื่อตอน) ครับ

 

        เอาละ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว จะแอบเอาตอนของภาคสองมาใส่ไว้เสี้ยวนึงแล้วกัน เหมือนดูหนังเวลาหลังเครดิตต้องมีฉากต่อให้ตื่นเต้น ><

 

---------------------------------------------------------------------

 

          “อุ๊บ!” แทนค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น ความทรงจำของเขาขาดๆหายๆ ชายหนุ่มจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ และที่นี่ที่ไหน

 

          มือหุ้มเกล็ดสีเขียวอมฟ้าทาบลงบนพื้นเรียบๆเย็นๆ เสียงหายใจของเขาก้องไปทั่วสถานที่ แสงอ่อนๆส่องลอดกระจกโมเสกที่อยู่บนเพดานสูงเหนือหัวของเขา ทำให้กระจกปรากฏเป็นลวดลายของมังกรสีเขียวอมฟ้าขนาดใหญ่ ที่กำลังพุ่งออกจากมหาสมุทร

 

          แทนก้มลงมองดูพื้นที่เขากำลังนั่งทับอยู่ บนพื้นเองก็ปราฏลวดลายของมังกรขนาดใหญ่สีดำอมม่วง กำลังขดเป็นวงกลม รอบๆกองกระดูกมนุษย์

 

           “มีใครอยู่มั้ย!?” แทนตะโกน เสียงของเขาสะท้อนไปทั่วสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายโบสถ์ แต่จากลวดลายจิตกรรมประติมากรรมรอบๆที่เต็มไปด้วยมังกรและสัตว์เลื้อยคลาน ที่นี่ต้องไม่ใช่โบสถ์ธรรมดาๆแน่ๆ

 

            แทนลุกขึ้นก้าวออกเดิน แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังของเขา เป็นเสียงของผู้หญิง ที่ฟังดูลึกลับน่ากลัว

 

          “ยินดีต้อนรับ ‘เทซซีน’ ”

 

           แทนหันหลังกลับไป ดวงตาอสรพิษสีเหลืองของเขามองไปยังต้นเสียงด้วยความสงสัย

 

           “ที่นี่ที่ไหน? เธอเป็นใคร” แทนถาม โดยไม่สนใจว่าสิ่งที่เธอพูดก่อนหน้านี้มีความหมายอะไรกับเขา

 

          “พระเจ้า” หญิงสาวผมสีดำอมม่วงตอบ ดวงตาอสรพิษสีม่วงสดของเธอที่จ้องมายังแทน ถึงกับทำให้ชายหนุ่มขนลุกด้วยความกลัวเลยทีเดียว…

 

Next Chapter : Queen of death บทที่1 : Awake (...Coming soon...)


Paranormal บทที่44 : The Epic Sacrifice

posted on 19 Feb 2012 18:57 by tanbabasnake  directory Fiction
สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามา อ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ >>>สารบัญเรื่อง Paranormal I : The Dark Lord
 
แนะนำให้อ่านตอนก่อนๆนะครับ นี่มันไคลแมกซ์ของเรื่องแล้วววว
----------------------------------------------------------------
 
 
 

The epic sacrifice

 

                   “ต่อให้ตาย ลุงก็จะไม่ทิ้งเธอเด็ดขาด โอเคมั้ย!!!!” เซฟาร์ดตะโกน กลบเสียงเรียกร้องของอาโมสที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจ และเร่งฝีเท้าขึ้นอีก

 

          “โอ้ย!!” อาโมสร้อง เมื่อแรงกระแทกจากเท้าของเซฟาร์ดหนักขึ้น และส่งขึ้นไปถึงบาดแผลที่เปิดกว้าง ทำให้ชายแก่ต้องชะลอความเร็วลงเท่าเดิม

 

                “ลุง… ผมเผาปากแผลให้ปิดจะช่วยมั้ย?” กี้ถาม เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

 

               “ไม่ไหว แผลพวกนี้เปิดกว้างเกินไป” เซฟาร์ดตอบ

 

              “อ้ากกกกกกก!!!!” เจอาร์ร้องลั่น เมื่อน้ำที่เคยเป็นกระจกเงาเริ่มกลายเป็นสีดำ และกัดกินผิวหนังของเขาอย่างรวดเร็ว โชคดีที่สัญชาตญาณของเจอาร์สั่งให้เขาเปลี่ยนร่างของตนเองเป็นหินได้ทัน ทำให้การกัดกร่อนของน้ำกรดรุนแรงนี้ลดลง

 

               ดอลฟินซึ่งบินอยู่เหนือหัวเจอาร์ท่าทางลุกลี้ลุกลน แต่ตัวมันก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ และดูเหมือนตัวมันเองก็รับรู้ในเรื่องนั้น

 

             “เร็วเข้าเจอาร์!!! ร่างหินคงช่วยทนได้ไม่นานหรอก อ้ากกกกก!!!!” เซฟาร์ดเองก็ต้องร้องเช่นกันเมื่อน้ำกรดเข้ากระทบกับผิวหนังของเขาตรงๆ

 

              ริมฝั่งแม่น้ำอีกฟากยังอีกยาวไกล เซฟาร์ดคงไม่มีทางไปถึงก่อนที่ขาของเขาจะละลายหายไปแน่นอน

 

          “ทิ้ง!!! ผม!!” อาโมสยังคงยืนยันที่จะสละตนเอง

 

          เซฟาร์ดไม่สนใจ ยังคงกัดฟันวิ่งต่อ เจอาร์เองก็เช่นกัน ไม่มีใครอยากทิ้งเพื่อนร่วมทางที่เดินมาถึงขนาดนี้ได้ลงคอหรอก

 

        “ไฟของผม.. จะช่วยได้มั้ย?” กี้ถาม ถึงแม้จะดูไร้สาระ แต่เขาก็อยากจะช่วยเหลือบ้าง เซฟาร์ดแบกคนเจ็บอยู่ถึงสองคนโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน กี้รู้สึกผิดที่ต้องให้เขาช่วยแล้วช่วยอีกในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่ตอนที่เขาตกลงมาจากการจับตัวของพายจนเกือบจมน้ำ

 

            “อย่าพูดบ้าๆน่ะ ยังไงพวกนี้ก็คือน้ำล่ะนะ” เซฟาร์ดตอบแบบกัดฟันทนความเจ็บปวดที่ขา ถึงแม้กลางคืนแวมไพร์เองก็จะแข็งแกร่งขึ้น แต่น้ำกรดนี่ก็ร้ายแรงพอที่จะละลายหนังของเซฟาร์ดได้สบายๆ

 

            ท้องฟ้าปราศจากแสงอาทิตย์โดยสิ้นเชิง เสียงโหยหวนของเหล่าสัตว์จากทั่วป่าเริ่มดังขึ้น น้ำในแม้น้ำทั้งหมดเป็นสีดำ น่าแปลกที่หินกรวดกลมๆที่ใต้พื้นแม่น้ำกลับไม่ละลายไปด้วย

 

            รองเท้าและขากางเกงของเซฟาร์ดที่สัมผัสกับน้ำหายไปแบบไร้ร่องรอยแล้ว ตอนนี้ผิวหนังที่เท้าของเซฟาร์ดเองก็ค่อยๆละลายหายตามไปเช่นกัน เลือดที่ควรจะซึมออกมาจากแผลก็ไม่มีโอกาสได้แพร่ไปตามสายน้ำเลยด้วยซ้ำไป

 

            “ลุง ผมจะไม่ไหวแล้ว” เจอาร์ยอมพูดประโยคที่ดูเหมือนอ่อนแอ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ของพวกเขา คงไม่รู้หรอก ว่าการที่ร่างกายถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆแบบนี้มันร้ายแรงกว่าที่คิดหลายเท่า ผิวหนังที่เป็นหินของเจอาร์เริ่มถูกกัดจนเหวอะหวะจนทะลุไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ ในขณะที่ความรู้สึกเจ็บปวดทุกอณูก็แล่นขึ้นมาพร้อมๆกัน

 

           “ขึ้นมาบนไหล่ลุง!! เร็วเข้า!!” เซฟาร์ดหยุดวิ่ง ผิวหนังทั้งหมดที่เท้าของเขาลอกออกไปหมดแล้ว น้ำกรดกำลังเล่นงานกล้ามเนื้อและเอ็นของเขาอย่างต่อเนื่อง

 

         เจอาร์รีบขึ้นมาเอาแขนคล้องคอเซฟาร์ดทันที พร้อมกับเปลี่ยนร่างท่อนบนให้กลับเป็นเนื้อหนัง เพื่อไม่ให้กระแทกกี้หรืออาโมส แต่เท้าของเจอาร์ ณ ตอนนี้เป็นสีแดงสด เพราะผิวหนังที่เท้าของเขาลอกออกไปหมดแล้ว

 

        “อุ๊บ!” พื้นที่บนไหล่ของเซฟาร์ดไม่พอสำหรับสามคน ร่างของเจอาร์ที่เข้าไปเบียดอาโมสทำให้แผลที่เอวของเขาขยับ จนเลือดไหลออกมามากกว่าเดิม

 

         “ขอโทษ” เจอาร์พูดกับอาโมส แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ และนี่คงเป็นเหตุผลที่เซฟาร์ดไม่อยากแบกสามคนในตอนแรก

 

         “ฮึ่ม!!!” เซฟาร์ดคำราม เมื่อเท้าเปล่าๆที่ไม่มีหนังหุ้ม ก้าวลงไปเหยียบเศษหินแหลมๆที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นแม่น้ำ ทะลุเข้ามาฝังใต้ฝ่าเท้าของเซฟาร์ด

 

            น้ำหนักของคนสามคนที่อยู่บนไหล่เซฟาร์ดเริ่มเสียสมดุล จนตัวของเซฟาร์ดโก่งไปข้างหลัง จนขาเจอาร์เกือบไปแตะแม่น้ำอีกครั้ง

 

           น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตาของเซฟาร์ด บาดแผล ณ ตอนนี้เป็นบาดแผลที่เจ็บจริงๆ ไม่มีมนุษย์ หรือ อมนุษย์คนไหน ที่สามารถเดินลุยแม่น้ำนี้ตอนกลางคืนได้สบายๆแน่นอน

 

           “อ้ากกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!” เซฟาร์ดตะโกนเพื่อกลบความเจ็บปวดและแสบร้อนที่เท้าของตน ขณะที่เขาออกแรงก้าวต่อโดยไม่หยุดนิ่ง เศษหินที่ฝังเท้าที่ปราศจากผิวหนังของเซฟาร์ดก็เสียบลึกเข้าไปในเท้าทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดิน แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ห้ามปล่อยสามชีวิตบนบ่าของเขาเด็ดขาด

 

        “ทนหน่อยนะ ทุกคน!!!” เซฟาร์ดตะโกน และออกแรงวิ่งอีกครั้ง ในขณะที่กล้ามเนื้อของเขาเริ่มหมดสภาพ และเอ็นเริ่มถูกกัดกิน อีกไม่นานเขาคงไม่สามารถก้าวเท้าได้อีกต่อไป

 

             ปึก!

 

               เท้าของเซฟาร์ดสะดุดเข้ากับหินก้อนใหญ่ผิดขนาดที่อยู่ใต้น้ำสีดำ นิ้วก้อยเท้าขวาของเซฟาร์ดอัดเข้ากับโขดหินเต็มๆ เนื่องจากน้ำกรดที่ชอนไชเข้าไปจนกระดูกของเขาเปราะบาง ทำให้การกระแทกเพียงเล็กน้อยนี้ส่งผลให้นิ้วก้อยเท้าของเขาหักหลุดออกไปอย่างง่ายดาย

 

           “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!” เซฟาร์ดล้มลงคุกเข่ากับพื้นแม่น้ำ ทำให้เข่าขวาของเขาจุ่มลงไปในน้ำกรดเต็มๆ แต่แขนสองข้างยังคงชูร่างของกี้และอาโมสไว้ในอากาศ โชคร้ายที่เจอาร์ซึ่งเกาะอยู่ที่หลังต้องกลับลงไปในน้ำกรดด้วยอีกคน แต่ร่างกายที่เป็นหินแม้กระทั่งเนื้อในของเจอาร์ทำให้เขายังกัดฟันไว้ได้

 

            “อ้ากกกกก!!!” เซฟาร์ดยังร้องไม่หยุดเมื่อผิวหนังและกางเกงที่เข่าขวาของเขาเริ่มละลายหายตามไปพร้อมกับกล้ามเนื้อที่ขา

 

             “เซฟาร์ด!!!”

 

               เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นจากอีกปลายฝั่งของแม่น้ำ ผมสีน้ำเงินสะท้อนแสงจันทร์เป็นเอกลักษณ์ของเพื่อนเขาอย่างดี ด้านหลังของด๊อบยังมีชายหัวล้านที่ร่างกายเป็นเหล็ก และหญิงสาวที่ร่างกายเปล่งแสงได้ ตามมาด้วย

 

               “ด๊อบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ!!! แฟรงค์!!!!!!! ลักซ์!!!!!!!” เซฟาร์ดคำราม พร้อมกับค่อยๆออกแรงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

 

                บาเรียสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นเป็นทางยาวต่อทอดเข้ามายังกลางแม่น้ำ ตามด้วยคนทั้งสามคนที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาช่วยเหลือ

 

               ไม่กี่วินาทีต่อมาเพื่อนพ้องของเซฟาร์ดก็มาหยุดอยู่ตรงหน้า ต่างคนต่างช่วยรับร่างทั้งสามที่เซฟาร์ดรับภาระเอาไว้ขึ้นมาบนบาเรียสีฟ้าที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำสีดำ

 

               ทุกคนดูตกใจกับไดโนเสาร์ตัวเล็กที่ติดมากับเจอาร์ด้วย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับมัน

 

              “อีกไม่นานพวกสัตว์คงโจมตีเฮลิคอปเตอร์ของเรา ระบบล่องหนหลอกพวกสัตว์ในป่านี้ไม่ได้ แล้วจากนั้นพวกองค์กรต้องรู้แน่ว่าเราอยู่ที่นี่” ด๊อบบอกพร้อมกับแบกกี้ไว้บนบ่า กลับไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ

 

             “วิ่งเข้าเถอะ ฉันจะตามไปให้เร็วที่สุด” แฟรงค์พูดพร้อมอุ้มอาโมสซึ่งอาบเลือดไปทั้งตัวอย่างทนุถนอม

 

             “ฉันยังวิ่งได้อยู่” เซฟาร์ดพูด พร้อมแบกเจอาร์ไว้บนบ่า เพื่อที่ลักซ์ซึ่งเป็นผู้หญิงจะได้ไม่ต้องรับภาระหนักๆ

 

             ในใจของเซฟาร์ดอยากจะตะโกนดังๆ ขอบคุณที่พวกด๊อบวิ่งกลับมาทัน ไม่เช่นนั้นป่านนี้ทั้งสามคนบนไหล่ รวมทั้งตัวเขา คงไม่เหลือแม้แต่กระดูกไว้ในแม่น้ำนี้แน่นอน

 

             ไม่นานพวกเขาก็กลับมายังชายฝั่งของแม่น้ำได้สำเร็จ การเดินบนพื้นบาเรียด้วยเท้าเปล่าที่ปราศจากเนื้อหนังนั้นเจ็บพอสมควร แต่ไม่มีอะไรเทียบกับการเดินในน้ำกรดได้อีกแล้ว

 

              “เฮลิคอปเตอร์อยู่ใกล้กว่าที่นายคิดเยอะเลยละ รีบไปกันเร็ว” ด๊อบพูด ทันใดนั้นตรงหน้าของพวกเขาก็ปรากฏเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ยักษ์ขึ้นมาทันที

 

          “มันไม่ได้ใกล้แล้วล่ะ… มันติดแม่น้ำเลย ถ้าอยู่ใกล้กันขนาดนี้มาช่วยตั้งแต่ลงแม่น้ำสิวะ” เซฟาร์ดหัวเราะเบาๆให้กับเหตุการณ์ตรงหน้า ขณะที่ค่อยๆประคองเจอาร์ขึ้นบนเฮลิคอปเตอร์ โดยมีลักซ์คอยรับช่วงต่อ

 

          “ขอโทษว่ะ เครื่องขึ้นไปแล้ว กำลังอยู่บนฟ้า ตามคำสั่งนายที่บอกว่าถ้าฟ้ามืดก็ออกไปได้เลย แต่พอดี มีคนเห็นพวกนายกำลังวิ่งลุยมา ก็เลยต้องหย่อนเครื่องลงมาจอดก่อน ถึงจะเอาคนออกมาได้ จริงๆก็มีทาสบินได้อยู่หรอกนะ แต่ออกไปนอกเฮลิคอปเตอร์กลางฟ้าแบบนี้ยัยเฮเลนตามมาเก็บทั้งลำพอดี” ด๊อบสารภาพความจริง

 

           “เอาเถอะ รีบขึ้นมาได้แล้ว” ไมค์ซึ่งนั่งอยู่ที่ห้องคนขับชะโงกหน้าออกมาพูด

 

             “โอเค- หวา!!!” จู่ๆทุกอย่างก็กำลังถูกดูดไปย้อนกลับไปยังตัวแม่น้ำ รวมทั้งตัวเฮลิคอปเตอร์ด้วย  เมื่อทุกคนหันตามทิศทางของแรงดูดไปก็พบกับปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครอยากเจอ

 

                   พ่อครัวตัวอ้วนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำกำลังอ้าปากที่กว้างพอจะเขมือบรถบรรทุกคันหนึ่งได้สบายๆ และออกแรงดูดมหาศาล ที่แม้แต่น้ำกรดมรณะในแม่น้ำยังลอยหายเข้าไปในปากที่เป็นเหมือนประตูมิติที่กำลังบ้าคลั่ง

 

             “กัลป!!!” ทุกคนจำหน้าท๊อปคลาสคนนี้ได้ดี

 

              “ไมค์!!! เอาเครื่องขึ้นเลย!! ออกจากแรงดูดให้ได้!!” เซฟาร์ดตะโกน ขณะที่เครื่องค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่ตัวแม่น้ำเรื่อยๆ

 

-----------------------------------------------------------

Next Chapter : Paranormal บทสุดท้าย : Triumph of the failure

 
ไม่อยากให้รอกันนานครับ 555555

Paranormal บทที่43 : Time attack

posted on 17 Feb 2012 16:08 by tanbabasnake  directory Fiction

สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามา อ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ >>>สารบัญเรื่อง Paranormal I : The Dark Lord

ตอนนี้มันจะจบแล้วล่ะครับ ใครที่ยังไม่เคยอ่าน ย้อนไปอ่านตอนแรกๆก่อนดีกว่า เดี่ยวจะสปอยเอา

--------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

Time attack

 

              “อ้ากกกกกกกกกกก!!!!!” กี้ยังคงร้องอยู่ เหล็กที่เสียบไหล่ของเขานั้นฝังลึกเข้าไปในผนังมากกว่าที่คิดหลายเท่า

 

               “ทนหน่อยนะ!!” เซฟาร์ดบอกกี้ พร้อมกับตัดสินใจออกแรงสุดชีวิต เพื่อให้เหล็กหลุดออกมาเร็วที่สุด

 

              พรื่ด!!

 

             เหล็กหลุดออกมาตามแรงดึงอย่างรวดเร็วดั่งที่คิดไว้ แต่มันก็เสียดสีกับแผลเหวอะๆของกี้ด้วยแรงพอๆกัน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนกี้จะหมดแรงที่จะร้องไปแล้ว ร่างของเขาร่วงลงอย่างไร้สติ

 

         “กี้!!!” เซฟาร์ดเอามือรับกี้ไว้ทันที โชคดีที่ชายหนุ่มยังคงหายใจอยู่

 

            แวมไพร์แก่ไม่ลังเล เขารีบอุ้มกี้ไว้ด้วยแขนสองข้างและวิ่งออกจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ และออกไปข้างนอกให้เร็วที่สุด

 

          “ลุงเซฟาร์ด!!!!!” เสียงหนึ่งตะโกนเรียกจากอีกฟากของห้อง ถึงจะไม่ค่อยคุ้นมากแต่ชายแก่ก็บอกได้ว่านั่นคือเสียงของเจอาร์

 

           เจอาร์กำลังวิ่งตรงมายังทางเดียวกับเซฟาร์ด ในมืออุ้มไดโนเสาร์ตัวเล็กเอาไว้ ด้านหลังเป็นชายผิวสีขาวซีด ในชุดสีดำสนิท ผมยาวปิดดวงตา ในมือของเขาถือร่างของชายคนหนึ่งเอาไว้ ร่างนั้นอาบไปด้วยเลือด และถ้าดูดีๆ จะปราศจากมือขวา

 

           “นี่ดอลฟิน สัตว์เลี้ยงผม นี่ สตาร์ ท๊อปคลาสเพื่อนของมาร์โก ส่วนนี่อาโมส เขาโดนพายเล่นงานมา ผมเจอสตาร์ระหว่างทางมาที่นี่พอดี” เจอาร์อธิบายอย่างรวบรัด ด้วยเสียงหอบเหนื่อย เซฟาร์ดชะงักด้วยชื่อของพายไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยังเรียกสติกลับมาได้

 

            “สตาร์ ส่งทาสมาให้ฉันแล้วหนีไปดีกว่า องค์กรเห็นเข้านายจะแย่” เซฟาร์ดมองหน้าชายชุดดำ

 

            “ตามนั้นก็ได้ แต่อย่าห่วงเลยน่ะ องค์กรต่างหากที่กำลังแหลกสลาย ขอให้โชคดี” สตาร์พูดพร้อมส่งร่างของอาโมสที่บาดเจ็บเต็มตัวให้เซฟาร์ด เลือดจำนวนมากไหลหยดออกมาจากแผลที่เปิดกว้างเต็มตัวอาโมส ทั้งต้นแขนต้นขาล้วนโดนฟันเป็นรอยลึกและกว้าง รอยฟันสับลึกจนตัดไปถึงกระดูก เอวของเขาขาดเบี้ยวไปแล้วซีกหนึ่ง ถ้าหากฝืนทำอะไรรุนแรงระหว่างแบกร่างอาโมสอยู่ล่ะก็ คงทำให้มีชิ้นส่วนของร่างกายหลุดออกได้เลยทีเดียว

 

            “เจอาร์ ลุงคงแบกสามคนไม่ไหวถ้าสองคนนี้บาดเจ็บขนาดนี้ วิ่งตามลุงมานะ” เซฟาร์ดพูดพร้อมแบกร่างของอาโมสไว้ที่ไหล่ซ้าย และร่างของกี้ไว้ที่ไหล่ขวา ก่อนจะออกตัววิ่งด้วยความเร็วมนุษย์ปกติ

 

             ถึงแม้จะรู้ว่าเขาต้องรีบ และการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดไปยังเฮลิคอปเตอร์เพื่อวางสองคนนี้ก่อนและกลับมารับเจอาร์จะเร็วกว่าการวิ่งไปพร้อมกันหลายเท่า แต่อาการบาดเจ็บของอาโมสที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเบส แถมยังไม่ได้ห้ามเลือดแบบนี้ ไม่มีทางที่จะทนการเคลื่อนที่ที่รุนแรงแบบนั้นแน่นอน เพราะฉะนั้นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจึงเป็นไปไม่ได้

 

           “เร็วเข้า!!! ป่านนี้คงใกล้มืดแล้ว!!!” เซฟาร์ดตะโกนพร้อมวิ่งกลับไปยังทางเดินเหนือผนังถ้ำ ที่มองลงไปเบื้องล่างจะเห็นเมืองทาสได้ชัดเจน

 

            ในเมืองทาสยังคงมีทาสหลงเหลืออยู่ แต่เซฟาร์ดไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ กลางเมืองทาสมีทั้งวีและเหล่าองค์กรอีกจำนวนมาก ถึงแม้พวกเขาจะไม่เหลือบอสไว้คอยสั่งการบ้าบอแล้ว แต่ดูเหมือนอาร์เธอร์ หรือดาร์ค ลอร์ด จะรับตำแหน่งไปอย่างง่ายดาย

 

             “จะหนีไปไหน!!” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนขึ้น จากด้านหลัง เมื่อเซฟาร์ดหันไปก็พบกับสตรีในชุดราตรีสีม่วง – เฮเลน นั่นเอง

 

           “บ้าเอ้ย!!” เซฟาร์ดไม่สามารถตอบโต้ได้ทัน ในขณะที่เฮเลนเอาแขนฟาดเจอาร์ด้วยความเร็วที่ตาจับไม่ทัน ส่งให้ร่างของชายหนุ่มร่วงลงจากเหวที่อยู่เกือบติดเพดานถ้ำ ตกลงไปยังพื้นด้านล่าง

 

         “เจอาร์!!!” เซฟาร์ดไม่สามารถทำอะไรได้ ในมือของเขามีสองชีวิตที่กำลังใกล้ตายอยู่ ถ้าหากกระโดดตามลงไปก็เท่ากับศูนย์

 

         แต่ทันใดนั้นไฟสีทองก็ลุกพรึ่บขึ้นในมือกี้ที่กำลังสติเลือนราง และพุ่งตรงไปอัดเข้าใส่เฮเลน

 

          เฮเลนร้องลั่นด้วยความตกใจ ก่อนจะพุ่งหายไป

 

         “ถ้าผมจำไม่ผิด… ลุงบอกว่ายัยนั่นแพ้แสงกับไฟใช่มั้ยครับ?” กี้ถามด้วยแรงเฮือกสุดท้าย พร้อมกับยิงไฟสีเหลืองส้มออกไปเป็นสาย เพื่อทำให้ผนังถ้ำสว่างไปด้วยแสง

 

           “แสงน่ะใช่ เจ๋งมากกี้” เซฟาร์ดชมพร้อมกับกลั้นความอึดอัดที่ต้องเสียเจอาร์ไปเป็นครั้งที่สอง

 

          “เดี๋ยวลุง!! จะไปไหน!!!” สตาร์ตะโกนขึ้นมาจากด้านล่าง พร้อมกับวิ่งไต่ขึ้นมาจากด้านล่างของผนังถ้ำด้วยดาบ ในขณะที่แขนขวาแบกเจอาร์ไว้บนบ่า “หมอนี่ไม่ได้ตกถึงพื้นซะหน่อย ฮะฮ่า!!!”

 

           “หนีออกไปให้ได้นะ!!” สตาร์ตะโกน พร้อมกับโยนเจอาร์กับขึ้นมาบนทางเดิน ก่อนจะโดนเฮเลนพุ่งอัดเข้าเต็มๆ ส่งให้ร่างของเขากระเด็นออกห่างจากผนังอย่างไม่มีทางควบคุมได้

 

         “หนีฉันไม่พ้นหรอก!!! รู้ไว้ซะ!!!” เฮเลนตะโกนขณะยืนตัวลอยอยู่กลางอากาศเปล่าๆ ที่เท้ากลายเป็นสสารสีดำไร้รูปร่าง

 

           “ทางนี้ยังไม่จบ!!!” สตาร์ตะโกน ขณะที่ร่างของเขากำลังร่วงหล่นสู่พื้นถ้ำเบื้องล่าง เขาก็คว้าดาบอีกเล่มขึ้น และฟาดรัศมีสีชมพูพุ่งตรงไปยังเฮเลน “จะล้างแค้นกันก็มีแค่ตอนนี้นี่ละโว้ย!!!!”

 

          เฮเลนได้ยินดังนั้นก็ตกลงรับคำท้า โดยยอมปล่อยพวกเจอาร์ไป “ได้!!”

 

          ทันใดนั้นร่างของหญิงสาวในชุดราตรีก็สลายออกเป็นสสารสีดำ และกลืนหายไปกับเงาของผนังถ้ำ และเพียงเสี้ยววินาทีร่างของเฮเลนที่เป็นสสารสีดำ ก็งอกออกมาจากเงาของดาบที่ทาบลงบนร่างของสตาร์

 

         “ประมาทไปหน่อยนะ!!!” เฮเลนเยาะเย้ย พร้อมกับสั่งการให้เงาดาบของสตาร์พุ่งออกด้านข้าง เฉือนร่างของสตาร์เป็นแผลใหญ่…

 

---------------------------------------------------

           

 

           การวิ่งผ่านกัปดักหนอนของเซฟาร์ดไม่ใช่เรื่องยาก เขาผ่านที่มีมาหลายรอบจนแทบจะปิดตาเดินได้แล้ว แต่เมื่อออกมานอกถ้ำ แสงอาทิตย์สีส้มเริ่มที่จะหดหายไปจากขอบฟ้า

 

            “วิ่งเร็วเข้าเจอาร์!!!! วิ่งสุดชีวิตเลย!!!” เซฟาร์ดเริ่มเร่งความเร็ว ร่างบาดเจ็บของอาโมสถึงแม้จะรับแรงกระแทกขนาดไหน พวกเขาก็ชะลอไม่ได้ เนื่องจากเวลากำลังจะหมดลง

 

          “ขอโทษนะครับลุง… แต่ถามจริงๆนะ… ทำไม… เราต้องไปก่อนพระอาทิตย์ตก?” เจอาร์ถามด้วยความเหนื่อยหอบ พร้อมกับเร่งฝีเท้าเร็วกว่าเดิมหลายเท่า

 

          “จำทางที่เรามาตอนแรกได้มั้ย? ถ้าไปตามทางเดินโคลน กว่าจะไปถึงทุ่งหญ้าต้องอ้อม และตอนกลางคืนจะมีไอ้ที่เรียกกันเล่นๆว่าปีศาจออกมาเยอะแยะไปหมด ส่วนถ้าไปทางแม่น้ำที่เราเคยผ่านมาก่อน ตอนกลางคืน…” เซฟาร์ดเว้นพักหายใจ

 

           “…แม่น้ำจะกลายเป็นกรด” ชายแก่พูดต่อด้วยเสียงนิ่ง ขณะที่ยังคงออกแรงวิ่งเท่าเดิม

 

            สมองเจอาร์แทบจะด่าตัวเองว่าทำไมเราถึงต้องตัดสินใจย้อนกลับมาที่นี่ด้วย แต่เมื่อเจ้าไดโนเสาร์ตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดของเขามองย้อนขึ้นมา ความมคิดแย่ๆทุกอย่างก็สงบลงทันที เขาทิ้งดอลฟินไม่ได้ โดยเฉพาะหลังจากที่อาโมสเสียสละตัวเองเพื่อมันขนาดนี้

 

            “ตามมา ทางนี้น่าจะถึงแม่น้ำได้เร็วกว่า!!” เซฟาร์ดตะโกน และวิ่งลุยเข้าไปในป่าทึบทันที เจอาร์รีบวิ่งตามไปโดยไม่ทิ้งระยะห่าง ในมือกอดดอลฟินเอาไว้แน่น

 

             ตามที่เซฟาร์ดพูดเอาไว้จริงๆ ถึงแม้จะลำบากที่ต้องคอยลุยต้นไม้ใบใหญ่ๆประหลาดๆ แต่พวกเขาก็มาถึงริมฝั่งแม่น้ำในที่สุด แต่ปัญหาคือการต้องข้ามแม่น้ำที่แสนจะกว้างนี่ไปต่างหาก

 

            “รีบลุยข้ามมาเลยเร็วเข้า!!! ถึงอีกฝั่งเมื่อไหร่ ถอดรองเท้ากับฉีกกางเกงส่วนที่เลอะทิ้งซะ!!” เซฟาร์ดตะโกนพร้อมกับวิ่งลุยน้ำลงไปโดยไม่หยุดรอ

 

            ทันทีที่เจอาร์วิ่งลงในแม่น้ำ ดอลฟินก็กระโดดตัวลอย และกระพือปีกอยู่เหนือหัวของเขา และร้องเสียงหลง ราวกับว่าแค่เห็นแม่น้ำนี้มันก็เกิดประสาทกินขึ้นมาทันที

 

              น้ำในแม่น้ำสูงแค่ข้อเท้า การวิ่งจึงไม่ลำบากมาก แต่ถ้าหากน้ำเป็นกรดขึ้นมา อะไรๆก็คงพลิกกลับไปหมด

 

            ดวงอาทิตย์ที่คอยฉายแสงไล่หลังเจอาร์มาค่อยๆลดระดับลงเรื่อยๆ แสงสีส้มที่สะท้อนผิวน้ำสวยงามค่อยๆถูกความมืดต้อนไล่ให้หายไป

 

            “เร็วกว่านี้อีก!!!” เซฟาร์ดพยายามจะเร่งความเร็ว แต่เสียงร้องของอาโมสที่เลือดอาบไปทั้งตัวทำให้เขาต้องลดความเร็วลง

 

          “ทิ้งผม… ลงไป…” อาโมสพูด ด้วยเสียงที่เหนื่อยล้า เขาเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เซฟาร์ดไม่สามารถวิ่งได้ เอวของเขาถูกตัดขาดไปครึ่งหนึ่ง มือขวาถูกสับทิ้ง หลังถูกฟันเป็นแนวยาว เขาคืออุปสรรคที่ไม่มีทางรอดแล้ว

 

          “ไม่!!!” เซฟาร์ดไม่ยอมแน่นอน บาดแผลนี้คือแผลที่ลูกสาวของเขาทำขึ้น ถ้าหากเขาปล่อยให้อาโมสตาย ก็เท่ากับปล่อยให้พายฆ่าคนเพิ่มอีกคน

 

         “ลุง!! เราต้องรีบแล้วนะ!!!!” เจอาร์ตะโกนเมื่อน้ำที่ริมฝั่งที่พวกเขาเพิ่งวิ่งผ่านมาเริ่มกลายเป็นสีดำ ใบไม้แห้งที่ลอยเคว้งอยู่บนผิวน้ำละลายหายไปทันที

 

         “ทิ้ง…ผม…” อาโมสพูด พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงปนกับเลือดบนหน้าของเขา

 

Next Chapter : Paranormal บทที่44 : The Epic Sacrifice

--------------------------------------------------------------
 
อีกสองตอนจบภาคแรกแล้วครับ มันต่อเนื่อง เลยจะอัพแบบวันเว้นวันเลย แล้วหลังจากนั้นจะพักนิยายเพื่อเขียนภาคสองครับ
 

2012 Valentine’s Monster

posted on 14 Feb 2012 17:38 by tanbabasnake  directory Fiction, Cartoon

              ผมตะเกียกตะกายวาดรูปก่อนผ่าตัดครับ และคิดถูกมาก เพราะหลังผ่าตัดน๊อคไป2-3วันได้ เพิ่งจะมาเปิดมีแรงเปิดคอมวันนี้ และ ก็ยังคงใช้เน็ตโรงบาลอัพบล็อกอยู่ดีครับ ยังไม่ได้กลับบ้านซะที

 

             วันวาเลนไทน์ทั้งที ผมจะพลาดเซ็ตนี้ไม่ได้ครับ อุตส่าห์วาดมาตั้ง5ตัว ต้องลงกันหน่อยยย

 

             โลกของผมก็มีเทศกาลแบบนี้เหมือนกันแหละ เหล่าสิ่งมีชีวิตที่ปกติไม่ค่อยออกมาก็จะปรากฏตัวขึ้น เพื่องานนี้โดยเฉพาะ และในปีนี้ก็มีอยู่ 5 ตัวหลักๆ

         1.    Cupid


           เป็นสิ่งมีชีวิตเวทย์มนต์ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการ ต่างกันแค่มีปีกเล็กๆ  เอาไว้ใช้บินร่อนไปทั่ว อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นสมาคมครับ ปกติพวกเธอจะร่อนไปร่อนมาอยู่ทุกวันอยู่แล้วครับ เพื่อทำงาน แต่ในวันวาเลนไทน์จะออกมาปรากฏตัวบนท้องฟ้า เต็มไปหมด

        แน่นอน งานของพวกเธอคือทำให้คนสองคนรักกัน โดยใช้ธนูเชื่อมหัวใจที่เธอจะถือติดตัวไปมาเสมอโดยจะยิงธนูเปล่าใส่ฝั่งชายก่อน จากนั้นจะติดสสารที่มนุษย์มองไม่เห็น นั่นคือ “หัวใจ” ออกมาด้วย จากนั้นก็จะต้องไปยิงใส่ฝั่งหญิง และทั้งสองคนจะหลงรักกัน

           แต่พวกรักเขาข้างเดียว อาจเป็นได้ทั้ง เกิดจากความรู้สึกของคนๆนั้นเอง ทำให้พวกนางฟ้ายื่นมือเข้าไปช่วยไม่ได้ หรือไม่ก็ เกิดจากนางฟ้ายิงธนูดอกที่สองแล้วพลาด ไม่โดนฝ่ายหญิงครับ 555

       

         2.    Heart Keeper

 

        หลังจากคนสองคนรักกันแล้ว ก็จะได้สิ่งๆหนึ่งขึ้นมา ซึ่งพวกสิ่งมีชีวิตเวทย์มนตร์เท่านั้นที่จะมองเห็น นั่นคือ “หัวใจ” ที่ได้รับการเติมเต็มด้วย“ความรู้สึก”แล้ว หรือที่เราเรียกๆกันว่า “ความรัก”

           หัวใจเหล่านั้นจะเปล่งแสงสีแดงหรือชมพูออกมา และจะเพิ่มพลังงานในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ประเด็นคือ หัวใจ มันเปราะมาก ถ้าหากมันกระทบกระทั่งจนรั่วหรือแตก พลังงานที่ถูกเก็บไว้ข้างในก็จะไหลออกมาจนคนสองคนนั้นไม่มีความรักอีกต่อไป

             หน้าที่ของHeart keeper คือดูแลหัวใจพวกนี้แหละครับ คอยเก็บไว้ ดูแลเอาไว้ ไม่ให้มันหล่น หรือมีสิ่งมีชีวิตอื่นมาทำลายได้ ต่อให้ตัวตาย พวกเธอก็จะปกป้องความรักเหล่านี้เอาไว้ครับ

              3.    Corrupted Love Angel

 

              อ้าว! ก็นี่มันบล็อกของ tanbabasnake นะครับ วันวาเลนไทน์ผมก็ไม่ให้สงบสุขหรอก เจ้าตัวนี้คือเหล่านางฟ้าไม่ว่าจะ Cupid หรือ Heart keeper ที่เกิดหลงใหลในมนุษย์ หรือโดนตัณหาเข้าครอบงำครับ ร่างกายของเธอจะเริ่มกลายเป็นปีศาจและโหยหาหัวใจของมนุษย์ แต่ไม่ได้เอามาดูแลครับ เอามากัดกิน

             หัวใจที่ถูกกัดกินจะไม่ได้แตกหายไปแต่จะเปลี่ยนพลังงานที่บรรจุอยู่ภายใน นั่นคือเปลี่ยนความรัก เป็นความต้องการทางเพศ คนที่โดนกัดกินจะเริ่มไม่สนจิตใจของอีกฝ่าย และจะเริ่มสนใจรูปลักษณ์ภายนอกเสียมากกว่า จนในที่สุดความรักก็จะถูกทำลายลง และไม่สามารถเติมเต็มด้วยความรักอีกต่อไป

          4.    Heart Trasher

 

             ปีศาจที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากตัณหา นั่นคือ อาจเป็นได้ทั้งมนุษย์ที่จิตใจบรรจุตัณหาไว้มากเกินจนระเบิดออก หรือ Corrputed love angel ที่โดนตัณหากลืนกินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          Heart trasher จะไม่เหลือความรู้สึกอะไรอีกนอกจากความรู้สึกอยากสนุกสนาน ส่วนใหญ่จะด้วยการทำลายหัวใจคนอื่นเล่น ไม่ว่าจะถูกความรักเติมเต็มหัวใจจนหนาแน่นขนาดไหน เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ก็จะทำลายมันได้เพียงหมัดเดียว เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งมีชีวิตที่อันตรายสุดๆตัวนึงเลยทีเดียว

           5.    Lust

 

            ความรักของชายหญิงคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่หลงใหลในตัวอีกฝ่ายก่อน เพราะฉะนั้นตัณหาก็คงไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด แต่หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า คนเราจะรับมือตัณหาได้มากแค่ไหน เพราะถ้าหากมันมีมากเกินไป ความรักก็คงถูกกลืนกินไปเช่นกัน

           ลัสต์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการหลอมรวมตัณหาเข้ามาเป็นชีวิต โดยไม่ได้ผ่านการสังเคราะห์หรืออะไรทั้งสิ้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาจากตัณหาล้วนๆ

                   ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอสามารถเปลี่ยนร่างของตนให้เป็นตัณหาในรูปของสสารได้ นั่นคือของเหลวเหนียวและเย็น สีน้ำเงินเข้ม ถ้าหากใครโดนสารนี้ครอบงำ ไม่ว่าจะจิตใจเข้มแข็งแค่ไหน เจ้าความต้องการอย่างหยุดไม่ได้นี้ก็จะครอบงำจิตใจของคนๆไปด้วย และในกรณีที่ร้ายแรง คนๆนั้นจะกลายเป็น Heart trasher ไปในทันที

 

             นี่แหละครับ ทั้งเหล่าตัวดีและตัวโกงในวันวาเลนไทน์ปีนี้ สำหรับเอ็นทรี่นี้ก็คงต้องจบลงแล้ว ตัวผมก็ยังอยู่โรงบาล เจ็บเป็นพักๆ ขอไปนอนก่อนละครับ orz

 

------------------------