สวัสดีย้อนหลังฮาโลวีนหนึ่งวันครับ ช่วงนี้ต้องเอาอะไรหลอนๆ อะไรน่ากลัวๆ น่าขยะแขยงมาแข่งกันสินะครับ ถ้างั้นผมขอนำเสนอเรื่อง “น่ากลัว” ในแบบของผมแล้วกันครับ

 

         แน่นอนว่าหลายๆคนคงมีความกลัวหนอนกลัวแมลงกันในจิตใจอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เรากลัวก็มักจะมีไม่กี่ตัวที่จะทำอันตรายให้กับเราได้จริงๆ แต่โชคร้ายหน่อยถ้าหากคุณอาศัยอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ เราคงต้องเผชิญกับอันตรายที่คาดไม่ถึง จากหนอนผีเสื้อกลางคืนนามว่า Lonomia obliqua

 

 

          Lonomia obliqua เป็นหนอนผีเสื้อใน family Saturniidae  ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนปีกใหญ่ๆทั้งหลาย ซึ่งตัวเต็มวัยของมันนั้นไม่ได้เป็นที่สนใจเลย เพราะหน้าตามันช่างน่าเบื่อเหมือนใบไม้. จุดขายของสัตว์ชนิดนี้คือวัยเด็กของมันต่างหาก

 

          ในระยะหนอนของ L. obliqua มีขนาดประมาณ 4.5 – 5.5 cm และมีสีพื้นได้หลายโทน ไล่จากน้ำตาลไปยังเขียว หรือปนๆกัน ซึ่งจะพรางตัวได้เหมาะสมกับต้นไม้และใบไม้ในแถบนั้นๆได้เป็นอย่างดี และถ้าหากไม่ระวังก็อาจจะไปสัมผัสเข้ากับหนามแหลมที่แตกแขนงเรียงรายไล่ตั้งแต่หัวจรดท้ายของหนอนตัวนี้ได้

 

          เรารู้กันมาตั้งแต่จำความได้แล้วว่าหนอนผีเสื้อมีขนบางชนิดสามารถทำให้เราระคายเคือง ปวดแสบปวดร้อนดิ้นพราดๆกันได้ แต่สำหรับ L. obliqua มันไม่ได้จบแค่นั้น...

 

 

           มนุษย์กับเจ้าหนอนนักฆ่าหน้าตาจิ้มลิ้มตัวนี้ ได้พบกันครั้งแรกที่ประเทศบราซิลเมื่อมีคนไข้จำนวนหนึ่งเข้ามาพบแพทย์พร้อมกับแผลตามผิวหนังที่มีลักษณะเลือดคั่ง สีคล้ำคล้ายเนื้อตาย และมีทีท่าว่าจะลามไปเรื่อยๆ เป็นหย่อมๆ และในที่สุดอาการตกเลือดก็ไปเกิดในสมอง ซึ่งในหลายๆเคสนั้น จบลงด้วย… ความตาย

 

          ผู้ต้องสงสัยรายแรกๆ แน่นอนว่าต้องเป็น งู แมงมุม และสัตว์มีพิษลือชื่อทั้งหลายอีกมากมาย แต่เมื่อสังเกตดูกลับไม่พบรอยกัดบนตัวของเหยื่อเลยสักนิด และจากคำให้การของเหยื่อหลายๆคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไปจับพุ่มไม้ กิ่งไม้ หรือต้นไม่ใหญ่ในป่า ก่อนจะเกิดอาการทรมานเหล่านี้

 

           เมื่อสิ้นสุดการตามหา ก็ได้ผลสรุปมาว่า มือลอบสังหารที่ทุกคนตามหากันนั้น เป็นเพียงหนอนผีเสื้อตัวเล็กๆเท่านั้นครับ ซึ่งในแต่ละปี หนอนพวกนี้จะปรากฏมาแค่สองสามเดือนเท่านั้น และอาการก็ดันใช้เวลากว่าจะพัฒนาจากแสบๆคันๆจนกลายมาเป็นเลือดตกในสมอง เพราะฉะนั้นเมื่อจะกลับไปหาตัวคนร้าย มันก็ดันหนีเข้าดักแด้ไปหมดแล้ว ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่มีใครหาสาเหตุของอาการพวกนี้เจอ

 

           ต่อมพิษของ  Lonomia ตัวน้อย บรรจุอยู่ที่ฐานของเข็มพิษแต่ละเข็ม และทันทีที่เข็มทิ่มศัตรูมันก็จะฉีดพิษเข้าไป โดยพิษมีฤทธิ์ทำให้เลือดไม่แข็งตัว และสามารถเข้าไปเกาะโปรตีนของเซลล์ร่างกาย ทำให้เกิดการรั่วไหลของเลือดได้ เกิดอาการเลือดสีคล้ำคั่งตามผิวหนัง และในที่สุดพิษก็จะเดินทางไปทั่วร่างกาย และก็จะไปอาการตกเลือดในสมอง

 

           แต่เมื่อศึกษาต่อก็พบว่า พิษของเจ้าหนอนตัวนี้จะอันตรายได้นั้น ต้องโดนแทงอย่างน้อย 20-100 เข็ม พิษจึงจะเข้มข้นพอที่จะฆ่าคน อย่างไรก็ตาม จากจำนวนหนามเมื่อเทียบขนาดตัว และจำนวนหนอนที่มักจะกระจุกอยู่ด้วยกันมากมาย มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ที่จะโดนหนามจำนวนมากทิ่มในเวลาเดียวกัน

 

           ส่วนมาก คนที่โดนเจ้าหนอนตัวนี้ทำร้าย มักจะเป็นขณะเดินป่า หรือหยิบจับใบไม้ต้นไม้ จนฝ่ามือดันทาบลงไปบนเจ้าหนอนพวกนี้ที่ “พรางตัวดีเกินไป”  เพราะ 38% ของเคสที่บันทึกไว้ จุดที่โดนหนอนก็คือ “ฝ่ามือ” นั่นเอง

 *** แถมรูปตัวเต็มวัย เผื่ออยากเห็นกัน ***

          อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็มีการรักษาที่ช่วยชีวิตคนเอาไว้ได้มากแล้ว แต่เคสต่างๆก็ยังรุนแรงและถึงชีวิต และประสบการณ์ที่ทรมานขนาดนี้คงไม่ใช่อะไรที่น่ายินดีเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นถ้าหากใครคิดจะไปต่างประเทศ ผมว่าสิ่งสำคัญอีกอย่าง นอกจากจะศึกษา กฏหมายของคน ก็ควรจะศึกษา กฏหมายของ “ธรรมชาติ” เจ้าถิ่นแถบนั้นด้วยว่า มีอะไรที่เราควรจะเตรียมรับมือหรือทำความรู้จักไว้ก่อนบ้าง

 

         นักวิทยาศาสตร์หลายคน และ ผม เด็กมหาลัยปีหนึ่งคนนึง เชื่อว่า บนโลกนี้ยังมีสัตว์ประหลาดบ้าบอคอแตกอีกมากที่พร้อมจะฆ่าเราเพียงสัมผัส ทั้งในทะเลและบนบก หรือแม้แต่ใต้พื้นดินที่เรายืนอยู่ตอนนี้ อาจจะมีหนอนที่พิษแรงกว่านี้อีกหลายร้อยเท่า โลกนี้มันกว้าง ขนาด “นก” ยังมีพิษได้เลย!

 

         และด้วยเหตุผลที่ผมอยากจะรู้ว่ามีสัตว์อะไรที่มัน ประหลาด น่าเกรงขาม และสวยงาม อีกเท่าไหน ผมจึงเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลย และผมหวังว่า ข้อมูลที่ผมรู้แล้วเอามาแชร์ จะทำให้ใครหลายๆคนสนใจในด้านนี้ หรือทำให้หลายๆคน ขนลุก ตื่นเต้น ประทับใจ ในธรรมชาติไปพร้อมๆกับผม

 

          สำหรับเอ็นทรี่หนอนสยองต้อนรับฮาโลวีนปีนี้ ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ บ้ายบายยยยยยย เจอกันใหม่คราวหน้า (ถ้าผมว่างเขียนบล็อก 5555)

 

-------------------------------------------------------------
 
 

เพจบล็อก :

https://www.facebook.com/pagetanbabasnake

เอ็นทรื่อื่นๆ :

http://tanbabasnake.exteen.com/realm-of-knowledge

-------------------------

อ้างอิง :

-       http://diogenes.hubpages.com/hub/LONOMIA-The-Killer-Caterpillar

-       http://en.wikipedia.org/wiki/Lonomia_obliqua

ภาพจาก :

 

 

      สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมนำงูที่ลือชื่อมาให้ทุกคนได้อ่านกันครับ ก่อนอื่นเลย หลายๆคนคงได้ยินมาว่าอนาคอนด้าเป็นงูที่ยาวที่สุด แต่จริงๆแล้ว “ไม่ใช่” งูที่ยาวที่สุดคืองูเหลือมในไทยนี่แหละครับ ส่วนอนาคอนด้า เป็นงูที่ “หนักที่สุด” ซึ่งถ้าจะให้มาพูดเทียบกับคนก็คงเหมือนกับคนที่สูงใหญ่ที่สุด ก็ไม่ใช่คนที่หนักที่สุดเสมอไป

 

       นอกจากนี้ อนาคอนด้า ยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ คำว่า “อนาคอนด้า” นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ชื่อสายพันธุ์ของงู แต่เป็นชื่อสามัญของงูใน genus ของมันมากกว่า จริงๆแล้วบนโลกนี้มี “green anaconda” “yellow anaconda” และอีกมากมายหลายประเภท แต่แน่นอนว่าตัวที่ใหญ่ที่สุดที่เราจะมาพูดถึงกันวันนี้คือ งูอนาคอนด้าเขียวนั่นเองครับ

 

 

 

         Green anaconda (Eunectes murinus) เป็นงูใหญ่ใน Family Boidae พบได้ในทวีปอเมริกา มีร่างกายใหญ่โตมโหฬาร แข็งแรง สง่างาม เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่พร้อมจะรัดเหยื่อให้กระดูกแหลกออกเป็นท่อนๆ ลำตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ดเรียบๆสีเขียวคล้ำไล่จากบนลงไปเป็นสีเขียวอ่อนที่ใต้ลำตัว แต้มด้วยวงกลมสีดำใหญ่เรียงขนานไปทั้งสองข้างของลำตัว และแถบสีดำไล่จากดวงตาไปยังลำคอ

 

         ตำแหน่งดวงตาของงูอนาคอนด้าเขียวนั้นค่อนไปทางด้านบนของหัวมากกว่าด้านข้าง ทั้งนี้เพราะงูอนาคอนด้า เป็นงูที่ชอบอยู่ในน้ำครับ (ชื่อ Genus ของมัน “Eunectes” ภาษากรีกแปลว่านักว่ายน้ำที่ดี )

 

 

 

          งูอนาคอนด้าเขียวเมื่ออยู่บนบกนั้นสุดแสนจะเชื่องช้า แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งก็เพราะร่างกายที่ใหญ่โตและมีน้ำหนักของมันนี่เอง แต่ถ้าหากลงน้ำเมื่อไหร่ละก็ งูอนาคอนด้าเขียวจะเคลื่อนที่ง่ายขึ้นมากมายหลายเท่า ซึ่งในน้ำนี้เป็นสถานที่ที่มันอาศัยอยู่แทบทั้งชีวิตของมัน หลบซ่อนและซุ่มโจมตีเหยื่อแสนอร่อยที่ผ่านน่านน้ำบริเวณนั้นไป

 

         งูอนาคอนด้าเขียวมีพละกำลังมากพอที่จะฆ่าเหยื่อตัวใหญ่ๆ อาทิเช่น ตัวคาพีบาร่า กวาง เสือจากัวร์เด็กๆ หรือแม้แต่จระเข้ไคแมน และนอกจากนี้ความน่าเกรงขามของมันอีกอย่างก็คือ มันมีพละกำลังและขนาดมากพอที่จะล่ามนุษย์กิน

 

 

 

         งูอนาคอนด้าเขียวพบได้ทั้งในแม่น้ำของป่าฝน ในหนองน้ำ หรือแม้แต่ในที่ราบลุ่มเมื่อมีปรากฏการน้ำหลาก ซึ่งหลายๆคนอาจจะคิดว่างูใหญ่ๆแบบนี้คงไม่ชอบอยู่ในน้ำ แต่ลองดูสถานที่ที่พบเจอมันสิครับ น้ำไปที่ไหน มันก็ไปที่นั่น

 

        ส่วนในฤดูแล้งบางครั้งงูอนาคอนด้าเขียวที่ดันไปอยู่กลางที่ราบที่กำลังแห้งเหือด มันก็มีทางเลือกอยู่แค่สองทาง ทางแรกคือออกแรงลากตัวมันจากพื้นโคลนที่กำลังแห้งเหือด ไปยังแหล่งน้ำที่ลึกกว่า หรือไม่ก็เลือกที่จะฝังตัวลงในโคลนเหนอะๆนั้นไปซะเลย และคอยคาดหวังว่าร่างกายมันจะแข็งแกร่งพอจะรอดฤดูแล้งอันโหดร้ายนี้ไปได้

 

       ไม่ว่าจะแข็งแกร่งหรือใหญ่โตสักแค่ไหน อย่าลืมว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติก็พร้อมจะทดสอบผู้ที่ “แข็งแกร่ง” นี้อยู่เสมอครับ

 

 

 

            หลายๆคนคงคิดว่า “งูตัวไหนก็ออกลูกเป็นไข่ทั้งนั้นแหละ ฮ่าๆๆ” หัวเราะทีหลังดังกว่าครับ งูอนาคอนด้าเขียวออกลูกเป็นตัว มิหนำซ้ำในหนึ่งคอกยังพรวดออกมาได้เป็นจำนวนตั้งแต่ 4 – 80 ตัวเลยทีเดียว!!!

           แต่แน่นอนว่าสัตว์ป่าทุกชนิด วินาทีที่สำคัญที่สุดก็คือตอนเกิดมานี่แหละครับ สำหรับสัตว์จำนวนมาก งูที่เพิ่งเกิด นับเป็นอาหารอันโอชะสำหรับมันเลยทีเดียว

 

          งูอนาคอนด้าใช้ชีวิตแทบทั้งชีวิตอยู่ในน้ำ และแน่นอน แม้กระทั่งตอนผสมพันธุ์ พวกมันก็เลือกที่จะอยู่ในน้ำ และบางครั้งอาจเกิดการผสมพันธุ์แบบ “mating ball” โดยมีตัวเมียที่ตัวใหญ่กว่าหนึ่งแต่ และตัวผู้คอยเข้ามาผสมอีกจำนวนมาก

         อ้อ! นอกจากนี้แล้ว ตอนที่งูอนาคอนด้าเขียวออกลูก มันก็ออกลูกในน้ำนะครับ :D เชื่อรึยังครับ ว่ามันอยู่กับน้ำจริงๆ

 

 

 

          งูอนาคอนด้าเขียวมีน้ำหนักที่เคยชั่งได้สูงสุดคือราวๆ 105 – 107 กิโลกรัม ด้วยความยาวประมาณ 5 – 5.8 เมตร และเรื่องเล่าเกี่ยวกับงูยักษ์ทีเล่าขานในต่างประเทศเองก็มาจากบราซิลและโคลัมเบีย ซึ่งอยู่ในบริเวณที่พบงูอนาคอนด้าเขียวนี้

         มีทฤษฏีหนึ่งตั้งข้อสงสัยเอาไว้ว่า จริงๆแล้วงูยักษ์ที่เล่ากันนั้นอาจจะมีจริงๆก็ได้ อาจจะเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของงูที่ยังไม่ถูกค้นพบ ซ่อนลึกอยู่ใต้ผืนป่าที่ซับซ้อน หรือหนองน้ำที่มืดมน ไม่มีใครรู้ว่าโลกนี้ได้สร้างอะไรเอาไว้แล้วบ้าง

 

        สำหรับผม งูอนาคอนด้าเขียวนั้นไม่ได้น่ารัก ความแข็งแกร่งของมันทำให้มันดูสง่างามมากกว่า เกล็ดสะท้อนแสงและลำตัวที่เคลื่อนที่ไปในน้ำแลดูน่าหลงใหล แน่นอนว่าผมมองงูอนาคอนด้าเขียวเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่สง่างามที่สุดในโลกตัวหนึ่ง และนั่นคือความสวยงามของสัตว์เหล่านี้  พวกมันอาจจะอันตราย แต่ถ้าหากเราไม่ไปยุ่งวุ่นวาย ทำร้ายมัน หรือทำร้าย “ที่อยู่อาศัย” ของมัน มันก็คงไม่ออกมาฆ่าเราเช่นกัน

 

           ธรรมชาติสร้างทุกอย่างขึ้นในรูปแบบที่ลงตัว มีนักล่า มีผู้ถูกล่าเป็นธรรมดา งูและสัตว์อื่นทุกชนิดรวมทั้งคน ล้วนทำตามสิ่งที่ธรรมชาติได้มอบหมายให้ทำตั้งแต่แรก นั่นคือ “ดิ้น