สวัสดีย้อนหลังฮาโลวีนหนึ่งวันครับ ช่วงนี้ต้องเอาอะไรหลอนๆ อะไรน่ากลัวๆ น่าขยะแขยงมาแข่งกันสินะครับ ถ้างั้นผมขอนำเสนอเรื่อง “น่ากลัว” ในแบบของผมแล้วกันครับ

 

         แน่นอนว่าหลายๆคนคงมีความกลัวหนอนกลัวแมลงกันในจิตใจอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เรากลัวก็มักจะมีไม่กี่ตัวที่จะทำอันตรายให้กับเราได้จริงๆ แต่โชคร้ายหน่อยถ้าหากคุณอาศัยอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ เราคงต้องเผชิญกับอันตรายที่คาดไม่ถึง จากหนอนผีเสื้อกลางคืนนามว่า Lonomia obliqua

 

 

          Lonomia obliqua เป็นหนอนผีเสื้อใน family Saturniidae  ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนปีกใหญ่ๆทั้งหลาย ซึ่งตัวเต็มวัยของมันนั้นไม่ได้เป็นที่สนใจเลย เพราะหน้าตามันช่างน่าเบื่อเหมือนใบไม้. จุดขายของสัตว์ชนิดนี้คือวัยเด็กของมันต่างหาก

 

          ในระยะหนอนของ L. obliqua มีขนาดประมาณ 4.5 – 5.5 cm และมีสีพื้นได้หลายโทน ไล่จากน้ำตาลไปยังเขียว หรือปนๆกัน ซึ่งจะพรางตัวได้เหมาะสมกับต้นไม้และใบไม้ในแถบนั้นๆได้เป็นอย่างดี และถ้าหากไม่ระวังก็อาจจะไปสัมผัสเข้ากับหนามแหลมที่แตกแขนงเรียงรายไล่ตั้งแต่หัวจรดท้ายของหนอนตัวนี้ได้

 

          เรารู้กันมาตั้งแต่จำความได้แล้วว่าหนอนผีเสื้อมีขนบางชนิดสามารถทำให้เราระคายเคือง ปวดแสบปวดร้อนดิ้นพราดๆกันได้ แต่สำหรับ L. obliqua มันไม่ได้จบแค่นั้น...

 

 

           มนุษย์กับเจ้าหนอนนักฆ่าหน้าตาจิ้มลิ้มตัวนี้ ได้พบกันครั้งแรกที่ประเทศบราซิลเมื่อมีคนไข้จำนวนหนึ่งเข้ามาพบแพทย์พร้อมกับแผลตามผิวหนังที่มีลักษณะเลือดคั่ง สีคล้ำคล้ายเนื้อตาย และมีทีท่าว่าจะลามไปเรื่อยๆ เป็นหย่อมๆ และในที่สุดอาการตกเลือดก็ไปเกิดในสมอง ซึ่งในหลายๆเคสนั้น จบลงด้วย… ความตาย

 

          ผู้ต้องสงสัยรายแรกๆ แน่นอนว่าต้องเป็น งู แมงมุม และสัตว์มีพิษลือชื่อทั้งหลายอีกมากมาย แต่เมื่อสังเกตดูกลับไม่พบรอยกัดบนตัวของเหยื่อเลยสักนิด และจากคำให้การของเหยื่อหลายๆคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไปจับพุ่มไม้ กิ่งไม้ หรือต้นไม่ใหญ่ในป่า ก่อนจะเกิดอาการทรมานเหล่านี้

 

           เมื่อสิ้นสุดการตามหา ก็ได้ผลสรุปมาว่า มือลอบสังหารที่ทุกคนตามหากันนั้น เป็นเพียงหนอนผีเสื้อตัวเล็กๆเท่านั้นครับ ซึ่งในแต่ละปี หนอนพวกนี้จะปรากฏมาแค่สองสามเดือนเท่านั้น และอาการก็ดันใช้เวลากว่าจะพัฒนาจากแสบๆคันๆจนกลายมาเป็นเลือดตกในสมอง เพราะฉะนั้นเมื่อจะกลับไปหาตัวคนร้าย มันก็ดันหนีเข้าดักแด้ไปหมดแล้ว ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่มีใครหาสาเหตุของอาการพวกนี้เจอ

 

           ต่อมพิษของ  Lonomia ตัวน้อย บรรจุอยู่ที่ฐานของเข็มพิษแต่ละเข็ม และทันทีที่เข็มทิ่มศัตรูมันก็จะฉีดพิษเข้าไป โดยพิษมีฤทธิ์ทำให้เลือดไม่แข็งตัว และสามารถเข้าไปเกาะโปรตีนของเซลล์ร่างกาย ทำให้เกิดการรั่วไหลของเลือดได้ เกิดอาการเลือดสีคล้ำคั่งตามผิวหนัง และในที่สุดพิษก็จะเดินทางไปทั่วร่างกาย และก็จะไปอาการตกเลือดในสมอง

 

           แต่เมื่อศึกษาต่อก็พบว่า พิษของเจ้าหนอนตัวนี้จะอันตรายได้นั้น ต้องโดนแทงอย่างน้อย 20-100 เข็ม พิษจึงจะเข้มข้นพอที่จะฆ่าคน อย่างไรก็ตาม จากจำนวนหนามเมื่อเทียบขนาดตัว และจำนวนหนอนที่มักจะกระจุกอยู่ด้วยกันมากมาย มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ที่จะโดนหนามจำนวนมากทิ่มในเวลาเดียวกัน

 

           ส่วนมาก คนที่โดนเจ้าหนอนตัวนี้ทำร้าย มักจะเป็นขณะเดินป่า หรือหยิบจับใบไม้ต้นไม้ จนฝ่ามือดันทาบลงไปบนเจ้าหนอนพวกนี้ที่ “พรางตัวดีเกินไป”  เพราะ 38% ของเคสที่บันทึกไว้ จุดที่โดนหนอนก็คือ “ฝ่ามือ” นั่นเอง

 *** แถมรูปตัวเต็มวัย เผื่ออยากเห็นกัน ***

          อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็มีการรักษาที่ช่วยชีวิตคนเอาไว้ได้มากแล้ว แต่เคสต่างๆก็ยังรุนแรงและถึงชีวิต และประสบการณ์ที่ทรมานขนาดนี้คงไม่ใช่อะไรที่น่ายินดีเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นถ้าหากใครคิดจะไปต่างประเทศ ผมว่าสิ่งสำคัญอีกอย่าง นอกจากจะศึกษา กฏหมายของคน ก็ควรจะศึกษา กฏหมายของ “ธรรมชาติ” เจ้าถิ่นแถบนั้นด้วยว่า มีอะไรที่เราควรจะเตรียมรับมือหรือทำความรู้จักไว้ก่อนบ้าง

 

         นักวิทยาศาสตร์หลายคน และ ผม เด็กมหาลัยปีหนึ่งคนนึง เชื่อว่า บนโลกนี้ยังมีสัตว์ประหลาดบ้าบอคอแตกอีกมากที่พร้อมจะฆ่าเราเพียงสัมผัส ทั้งในทะเลและบนบก หรือแม้แต่ใต้พื้นดินที่เรายืนอยู่ตอนนี้ อาจจะมีหนอนที่พิษแรงกว่านี้อีกหลายร้อยเท่า โลกนี้มันกว้าง ขนาด “นก” ยังมีพิษได้เลย!

 

         และด้วยเหตุผลที่ผมอยากจะรู้ว่ามีสัตว์อะไรที่มัน ประหลาด น่าเกรงขาม และสวยงาม อีกเท่าไหน ผมจึงเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลย และผมหวังว่า ข้อมูลที่ผมรู้แล้วเอามาแชร์ จะทำให้ใครหลายๆคนสนใจในด้านนี้ หรือทำให้หลายๆคน ขนลุก ตื่นเต้น ประทับใจ ในธรรมชาติไปพร้อมๆกับผม

 

          สำหรับเอ็นทรี่หนอนสยองต้อนรับฮาโลวีนปีนี้ ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ บ้ายบายยยยยยย เจอกันใหม่คราวหน้า (ถ้าผมว่างเขียนบล็อก 5555)

 

-------------------------------------------------------------
 
 

เพจบล็อก :

https://www.facebook.com/pagetanbabasnake

เอ็นทรื่อื่นๆ :

http://tanbabasnake.exteen.com/realm-of-knowledge

-------------------------

อ้างอิง :

-       http://diogenes.hubpages.com/hub/LONOMIA-The-Killer-Caterpillar

-       http://en.wikipedia.org/wiki/Lonomia_obliqua

ภาพจาก :

 

 

      สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมนำงูที่ลือชื่อมาให้ทุกคนได้อ่านกันครับ ก่อนอื่นเลย หลายๆคนคงได้ยินมาว่าอนาคอนด้าเป็นงูที่ยาวที่สุด แต่จริงๆแล้ว “ไม่ใช่” งูที่ยาวที่สุดคืองูเหลือมในไทยนี่แหละครับ ส่วนอนาคอนด้า เป็นงูที่ “หนักที่สุด” ซึ่งถ้าจะให้มาพูดเทียบกับคนก็คงเหมือนกับคนที่สูงใหญ่ที่สุด ก็ไม่ใช่คนที่หนักที่สุดเสมอไป

 

       นอกจากนี้ อนาคอนด้า ยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ คำว่า “อนาคอนด้า” นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ชื่อสายพันธุ์ของงู แต่เป็นชื่อสามัญของงูใน genus ของมันมากกว่า จริงๆแล้วบนโลกนี้มี “green anaconda” “yellow anaconda” และอีกมากมายหลายประเภท แต่แน่นอนว่าตัวที่ใหญ่ที่สุดที่เราจะมาพูดถึงกันวันนี้คือ งูอนาคอนด้าเขียวนั่นเองครับ

 

 

 

         Green anaconda (Eunectes murinus) เป็นงูใหญ่ใน Family Boidae พบได้ในทวีปอเมริกา มีร่างกายใหญ่โตมโหฬาร แข็งแรง สง่างาม เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่พร้อมจะรัดเหยื่อให้กระดูกแหลกออกเป็นท่อนๆ ลำตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ดเรียบๆสีเขียวคล้ำไล่จากบนลงไปเป็นสีเขียวอ่อนที่ใต้ลำตัว แต้มด้วยวงกลมสีดำใหญ่เรียงขนานไปทั้งสองข้างของลำตัว และแถบสีดำไล่จากดวงตาไปยังลำคอ

 

         ตำแหน่งดวงตาของงูอนาคอนด้าเขียวนั้นค่อนไปทางด้านบนของหัวมากกว่าด้านข้าง ทั้งนี้เพราะงูอนาคอนด้า เป็นงูที่ชอบอยู่ในน้ำครับ (ชื่อ Genus ของมัน “Eunectes” ภาษากรีกแปลว่านักว่ายน้ำที่ดี )

 

 

 

          งูอนาคอนด้าเขียวเมื่ออยู่บนบกนั้นสุดแสนจะเชื่องช้า แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งก็เพราะร่างกายที่ใหญ่โตและมีน้ำหนักของมันนี่เอง แต่ถ้าหากลงน้ำเมื่อไหร่ละก็ งูอนาคอนด้าเขียวจะเคลื่อนที่ง่ายขึ้นมากมายหลายเท่า ซึ่งในน้ำนี้เป็นสถานที่ที่มันอาศัยอยู่แทบทั้งชีวิตของมัน หลบซ่อนและซุ่มโจมตีเหยื่อแสนอร่อยที่ผ่านน่านน้ำบริเวณนั้นไป

 

         งูอนาคอนด้าเขียวมีพละกำลังมากพอที่จะฆ่าเหยื่อตัวใหญ่ๆ อาทิเช่น ตัวคาพีบาร่า กวาง เสือจากัวร์เด็กๆ หรือแม้แต่จระเข้ไคแมน และนอกจากนี้ความน่าเกรงขามของมันอีกอย่างก็คือ มันมีพละกำลังและขนาดมากพอที่จะล่ามนุษย์กิน

 

 

 

         งูอนาคอนด้าเขียวพบได้ทั้งในแม่น้ำของป่าฝน ในหนองน้ำ หรือแม้แต่ในที่ราบลุ่มเมื่อมีปรากฏการน้ำหลาก ซึ่งหลายๆคนอาจจะคิดว่างูใหญ่ๆแบบนี้คงไม่ชอบอยู่ในน้ำ แต่ลองดูสถานที่ที่พบเจอมันสิครับ น้ำไปที่ไหน มันก็ไปที่นั่น

 

        ส่วนในฤดูแล้งบางครั้งงูอนาคอนด้าเขียวที่ดันไปอยู่กลางที่ราบที่กำลังแห้งเหือด มันก็มีทางเลือกอยู่แค่สองทาง ทางแรกคือออกแรงลากตัวมันจากพื้นโคลนที่กำลังแห้งเหือด ไปยังแหล่งน้ำที่ลึกกว่า หรือไม่ก็เลือกที่จะฝังตัวลงในโคลนเหนอะๆนั้นไปซะเลย และคอยคาดหวังว่าร่างกายมันจะแข็งแกร่งพอจะรอดฤดูแล้งอันโหดร้ายนี้ไปได้

 

       ไม่ว่าจะแข็งแกร่งหรือใหญ่โตสักแค่ไหน อย่าลืมว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติก็พร้อมจะทดสอบผู้ที่ “แข็งแกร่ง” นี้อยู่เสมอครับ

 

 

 

            หลายๆคนคงคิดว่า “งูตัวไหนก็ออกลูกเป็นไข่ทั้งนั้นแหละ ฮ่าๆๆ” หัวเราะทีหลังดังกว่าครับ งูอนาคอนด้าเขียวออกลูกเป็นตัว มิหนำซ้ำในหนึ่งคอกยังพรวดออกมาได้เป็นจำนวนตั้งแต่ 4 – 80 ตัวเลยทีเดียว!!!

           แต่แน่นอนว่าสัตว์ป่าทุกชนิด วินาทีที่สำคัญที่สุดก็คือตอนเกิดมานี่แหละครับ สำหรับสัตว์จำนวนมาก งูที่เพิ่งเกิด นับเป็นอาหารอันโอชะสำหรับมันเลยทีเดียว

 

          งูอนาคอนด้าใช้ชีวิตแทบทั้งชีวิตอยู่ในน้ำ และแน่นอน แม้กระทั่งตอนผสมพันธุ์ พวกมันก็เลือกที่จะอยู่ในน้ำ และบางครั้งอาจเกิดการผสมพันธุ์แบบ “mating ball” โดยมีตัวเมียที่ตัวใหญ่กว่าหนึ่งแต่ และตัวผู้คอยเข้ามาผสมอีกจำนวนมาก

         อ้อ! นอกจากนี้แล้ว ตอนที่งูอนาคอนด้าเขียวออกลูก มันก็ออกลูกในน้ำนะครับ :D เชื่อรึยังครับ ว่ามันอยู่กับน้ำจริงๆ

 

 

 

          งูอนาคอนด้าเขียวมีน้ำหนักที่เคยชั่งได้สูงสุดคือราวๆ 105 – 107 กิโลกรัม ด้วยความยาวประมาณ 5 – 5.8 เมตร และเรื่องเล่าเกี่ยวกับงูยักษ์ทีเล่าขานในต่างประเทศเองก็มาจากบราซิลและโคลัมเบีย ซึ่งอยู่ในบริเวณที่พบงูอนาคอนด้าเขียวนี้

         มีทฤษฏีหนึ่งตั้งข้อสงสัยเอาไว้ว่า จริงๆแล้วงูยักษ์ที่เล่ากันนั้นอาจจะมีจริงๆก็ได้ อาจจะเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของงูที่ยังไม่ถูกค้นพบ ซ่อนลึกอยู่ใต้ผืนป่าที่ซับซ้อน หรือหนองน้ำที่มืดมน ไม่มีใครรู้ว่าโลกนี้ได้สร้างอะไรเอาไว้แล้วบ้าง

 

        สำหรับผม งูอนาคอนด้าเขียวนั้นไม่ได้น่ารัก ความแข็งแกร่งของมันทำให้มันดูสง่างามมากกว่า เกล็ดสะท้อนแสงและลำตัวที่เคลื่อนที่ไปในน้ำแลดูน่าหลงใหล แน่นอนว่าผมมองงูอนาคอนด้าเขียวเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่สง่างามที่สุดในโลกตัวหนึ่ง และนั่นคือความสวยงามของสัตว์เหล่านี้  พวกมันอาจจะอันตราย แต่ถ้าหากเราไม่ไปยุ่งวุ่นวาย ทำร้ายมัน หรือทำร้าย “ที่อยู่อาศัย” ของมัน มันก็คงไม่ออกมาฆ่าเราเช่นกัน

 

           ธรรมชาติสร้างทุกอย่างขึ้นในรูปแบบที่ลงตัว มีนักล่า มีผู้ถูกล่าเป็นธรรมดา งูและสัตว์อื่นทุกชนิดรวมทั้งคน ล้วนทำตามสิ่งที่ธรรมชาติได้มอบหมายให้ทำตั้งแต่แรก นั่นคือ “ดิ้นรนที่จะมีชีวิตรอด” เพราะฉะนั้นสำหรับผม งู จึงไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แห่งพิษสงร้าย ความชั่วร้าย หรืออันตราย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความน่าหลงใหล ลึกลับ และสง่างามมากกว่า

 

          เอ็นทรี่นี้ขอจบเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ :)

 

เจอกันใหม่เอ็นทรี่หน้านะครับ

-----------------------------------------------

เพจบล็อก :

https://www.facebook.com/pagetanbabasnake

เอ็นทรื่อื่นๆ :

http://tanbabasnake.exteen.com/realm-of-knowledge

-------------------------

อ้างอิง :

-       หนังสือ Boas and Pythons of the world เขียนโดย Mark O’shea

-       หนังสือ Dorling Kindersley handbooks : Reptiles and Amphibians เขียนโดย Mark O’shea และ Tim halliday

ภาพจาก :

http://www.flickr.com/photos/76868228@N08/6944892823/

http://www.arkive.org/green-anaconda/eunectes-murinus/image-G58264.html

http://maharblogs.blogspot.com/2011/07/green-anaconda-snake-eunectes-murinus.html

http://www.projectnoah.org/spottings/7703535

http://4sublimehealing.co.za/feed

 

          เอ็นทรี่ใหม่ในรอบล้านปีครับ 55 พักหลังๆมาผมจะอัพในเพจ https://www.facebook.com/pagetanbabasnake มากกว่าในบล็อกนี้ครับ เนื่องจากว่าไม่มีเวลาและอารมณ์สำหรับเขียนบทความยาวๆสักเท่าไหร่ แต่คราวนี้กลับมาพร้อมกับเรื่องราวของงูที่น่าสนใจ “พิษของงู” นั่นเองครับ

 

 

Gaboon viper (Bitis gabonica)

 

          ถ้าหากพูดถึงงู หลายๆคนคงนึกถึงสัตว์ดุร้าย น่ากลัว ที่ถูกปลูกฝังกันมาแต่นานว่าเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์พิษ เป็นสัตว์ที่อันตราย ถูกนับถือและเกรงกลัวกันมาตั้งแต่โบราณ ทั้งๆที่ส่วนมากของงูเป็นงูไม่มีพิษและไม่มีอันตราย

           แต่ญาติๆรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเขี้ยวพิษ กลับเป็นคนปล่อยชื่อเสียงด้านความตายให้กับงู และเราจะมาดูกันว่า “พิษ” ที่ทำให้มนุษย์บนโลกนี้เกรงกลัว มีความสามารถและความน่ากลัวอย่างที่มนุษย์ลือกันมากแค่ไหนครับ

 

         พิษของงู แบ่งออกได้หลายชนิด แต่ในที่นี้ จะจำแนกตามผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น ที่ระบบประสาท ระบบเลือด เป็นต้น หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ที่รู้ๆมานั้น พิษงูมีแค่ทำลายระบบประสาท และเลือด ไม่ใช่หรอ? คำตอบคือไม่ใช่และไม่เชิงครับ และผมได้เตรียมมานำเสนอในเอ็นทรี่นี้แล้ว

  

Red sptting cobra (Naja pallida)

 

  1. 1.    Neurotoxins (พิษทำลายระบบประสาท)

            เป็นพิษที่ทำให้กล้ามเนื้อร่วมประสาทเป็นอัมพาต ความรุนแรงหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงอันตรายถึงชีวิต

อาการเบื้องต้น :

  1. Pre-paralytic (ก่อนเกิดการอัมพาต) : อาการวิงเวียนศีรษะ ปวดหัว และสูญเสียความสามารถในการรับรู้กลิ่นและรส อาจเกิดขึ้นหลังจากที่ถูกกัด แต่ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการรับรู้เสียงอาจเพิ่มขึ้น และจะเริ่มเกิดอาการขนลุก

 

  1. Paralytic (เริ่มเป็นอัมพาต) : เปลือกตาหมดแรง ตาจะปิด เห็นภาพซ้อน มีปัญหากับการควบคุมกล้ามเนื้อบนหน้า (ยิ้มไม่ได้ ปิดตาและปากไม่สนิท เป็นต้น) ปากและลิ้นเริ่มเป็นอัมพาต กลืนน้ำลายลำบาก และปริมาณน้ำลายเพิ่มขึ้น

 

สัญญาณอันตราย :

    เมื่อกล้ามเนื้อที่ใช้กลืนและหายใจเป็นอัมพาต จะส่งผลให้น้ำลายไปรวมกันที่ด้านในคอ ทำให้หายใจไม่ออก และเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ บางครั้งอาจเสียชีวิตโดยตรงจากระบบหายใจเป็นอัมพาต

             

 

Golden Lancehead (Bothrops insularis)

 

2. Coagulants (พิษเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด)

 

         เป็นพิษที่ลดประสิทธิภาพในการจับตัวเป็นลิ่มของเลือด ก่อให้เกิดความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด

 

สัญญาณอันตราย :

        เลือดไหลออกมาจากแผลที่ถูกกัด หรือแผลอื่นๆไม่หยุด ในห้องทดลอง เลือดปกติถ้าหากนำออกมาหยดไว้ในหลอดทดลอง จะแข็งตัวภายใน 20 นาที แต่ถ้าหากเป็นเลือดที่ถูกพิษ เมื่อเวลาผ่านไปเลือดจะยังคงเป็นของเหลวอยู่เหมือนเดิม

 

       ในขณะเดียวกัน Procoagulants จะทำหน้าที่สนับสนุนให้เลือดแข็งตัว ซึ่งทำงานตรงข้ามกับ Anticoagulants ในเลือดของเรา ทั้งสองอย่างทำงานอย่างสมดุลเพื่อให้เลือดไม่ไหลออกจากแผลมากเกินไป และไม่ให้เลือดแข็งตัวภายในเส้นเลือดจนอุดตัน แต่ถ้าหากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียสมดุล นั่นหมายถึงอันตราย โดยเฉพาะถ้าหากเลือดไปอุดตันบริเวณสำคัญ ส่วนมากงูจะมีพิษทำให้เลือดไหลไม่หยุด แต่ก็มีข้อยกเว้นในงูบางชนิด ที่พิษมีทั้ง Pro- และ Anticoagulants

 

 

Northern cross adder (Vipera berus)

   3.    Haemorrhagins (พิษก่อให้เกิดการตกเลือด)

           เป็นพิษที่ทำให้เส้นเลือดมีคุณสมบัติทำให้เลือดซึมผ่านได้ และส่งผลให้เลือดซึมไปในเนื้อเยื่อร่างกาย

 

อาการเบื้องต้น :

        เลือดไหลจากเหงือกและจมูก หรือบริเวณที่ถูกงูกัด แผลเป็นเก่าๆ เลือดปนในน้ำลาย อาเจียน หรือปัสสาวะ

 

สัญญาณอันตราย :

        ปวดหัวอย่างรุนแรงกะทันหัน ช๊อค แน่นในลำคอ เมื่อพิษแบบ haemorrhagins และ coagulants มารวมพลังกัน ก็จะทำให้เกิดความล้มเหลวทางร่างกายอย่างยิ่งใหญ่ เพราะเลือดที่เคยหล่อเลี้ยงร่างกายเราจะหันมาทำร้ายเราทันที ถ้าหากเลือดซึมไปตกในสมองก็จะสามารถเสียชีวิตได้ หรือถ้าหากเลือดคั่งในไตเองก็ทำให้ถึงชีวิตเช่นกัน ทั้งนี้เองก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของพิษงูแต่ละชนิดด้วย

 

Eyelash pit viper (bothriechis schegelii)

4.    Haemotoxin หรือ Haemolytic (พิษทำลายเลือด)

           เป็นพิษที่จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ให้มันแหลกเป็นเสี่ยงๆ

 

สัญญาณอันตราย :

       Haemoglobinuria หรือก็คือ สีของเลือดเข้าไปปนกับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีสีออกโทนชมพู เนื่องมาจากเศษซากของเม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลายอาจหลุดเข้ามาในไต ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตัน และทำให้ไตทำงานอย่างไม่ปกติได้

 

5.    Myotoxin (พิษทำลายกล้ามเนื้อ)

          เป็นพิษที่จะทำลายกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อในระบบหายใจ อาจด้วยการทำให้เป็นอัมพาต หรือทำลายระบบประสาทกล้ามเนื้อคล้ายกับ neurotoxin หรืออาจใช้วิธีการย่อยสลายตัวกล้ามเนื้อไปเองเลยก็ได้

 

สัญญาณอันตราย :

          Myogloburunia หรือก็คือ สีของกล้ามเนื้อที่ถูกทำลายเข้าไปปนในปัสสาวะ ปรากฏเป็นปัสสาวะสีน้ำตาล (แบบเดียวกับโค้กหรือแปปซี่) สาเหตุการเสียชีวิตเป็นได้ทั้งไตทำงานผิดพลาดเช่นเดียวกับ haemotoxin หรือเป็นเพราะหัวใจล้มเหลวเนื่องจากปริมาณโพแทสเซียมในเลือดสูง (มาจากกล้ามเนื้อที่ถูกทำลาย) ก็เป็นได้ครับ

 

Beaked Sea snake (Enhydrina schistosa)

  1. 6.    Cytotoxin หรือ Necrotoxic หรือ Proteolytic (พิษทำลายเนื้อเยื่อ)

          เดิมเป็นพิษที่ถูกออกแบบมาให้ช่วยย่อยอาหารให้เร็วขึ้น แต่เมื่อนำมาใช้ป้องกันตัวก็ส่งผลที่น่าขยะแขยงออกมาได้

 

สัญญาณอันตราย :

          แผลบวมโต เจ็บปวดรวดร้าย สีเริ่มคล้ำ พอง ช้ำ มีของเหลวไหลออกจากแผล ถึงแม้อาการเหล่านี้จะไม่ได้อันตรายถึงชีวิตโดยตรง แต่การกัดของงูที่มีพิษ Necrotoxic ก็นำไปสู่การเกิดเนื้อตายในร่างกายได้ (ที่ไหนก็ได้ที่พิษไปถึง) แต่ส่วนมากจะเกิดแค่บริเวณที่ถูกกัดเท่านั้น การรักษาอาจเป็นได้ถึงขั้นตัดอวัยวะนั้นออก หรือเปิดแผลเปิดเนื้อเยื่อบริเวณนั้นออกเพื่อคลายความดันเลือดในบริเวณนั้น และมักจะทิ้งร่องรอยบนผิวหนังให้ตามรักษากันต่อไป นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อและเป็นมะเร็งหลังจากโดนกัดอีกด้วย

 

Puff adder (Bitis arietans)

  1. 7.    Nephrotoxins (พิษทำลายไต)

เป็นพิษที่ออกแบบมาเพื่อทำลายไตโดยตรง ซึ่งไม่มีสัญญาณอะไรให้เห็นจากภายนอกนัก ถึงแม้การเกิดไตล้มเหลวนี้อาจเกิดขึ้นจากพิษรูปแบบอื่นที่เข้ามาทำลายระบบเลือด ทำให้เกิดการอุดตันในไต แต่ก็มีพิษที่เฉพาะเจาะจงและถูกสร้างมาเพื่อทำลายระบบไตเลย

 

  1. 8.    Sarafotoxins (พิษเส้นเลือดหัวใจ)

       พบได้แค่ในงู Burrowing asps เท่านั้น มีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบ และลดความดันเลือด อาจทำให้หัวใจวายได้

 

งูทับสมิงคลา (Bungarus candidus)

      สุดท้ายนี้ งูพิษถึงแม้จะฟังดูเป็นสิ่งน่ากลัว แต่ว่าอย่าเพิ่งสติแตกพากันไปทำร้ายงูเด็ดขาดนะครับ พิษหลายชนิดเองก็ถูกทำมาทำเซรุ่มและช่วยชีวิตคนไปจำนวนมาก แต่ผมจะไม่โกหก และขอเตือนไว้ว่า งูที่ยังไม่มีเซรุ่มเองก็มีอยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปฆ่ามันก่อนแค่เพราะมันฆ่าเราได้ ธรรมชาติได้สร้างสิ่งมีชีวิตให้อยู่ร่วมกันหลายรูปแบบเพื่อเกิดความสมดุลมาโดยตลอด และงูเองก็ช่วยลดปริมาณหนูและสัตว์อื่นๆที่สามารถเป็นปัญหาได้อยู่อย่างลับๆ

 

      นอกจากนี้แท้จริงแล้วงูไม่มีพิษนั้น มีมากกว่างูพิษมากครับ และไหนจะมีงูพิษอ่อนที่ฆ่าเราไม่ได้ จับงูพิษแรงจำนวนนึงปาลงทะเลไป แถมตัดความน่าจะเป็นเพราะงูพิษบางชนิดไม่ค่อยกัดออกไปอีก จริงๆแล้วโอกาสตายจากการโดนงูกัดมันจะน้อยกว่าที่เราคิดมากครับ ถ้าเราไม่เข้าไปซ่า ทำร้ายมันก่อนเอง ถ้าเป็นไปได้ อยู่ส่วนใครส่วนมันก็พอครับ

 

     ผมเองไม่ได้ขอให้ทุกคนชอบงู ไม่ได้ขอให้ทุกคนเลิกกลัวงู แต่อยากให้ทุกคนเรียนรู้ที่จะเข้าใจมันมากกว่านี้ เรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรมากกว่านี้ และอยู่ร่วมกับมันได้ดีกว่านี้เท่านั้นเองครับ สำหรับวันนี้เอ็นทรี่ที่ปรากฏมาในรอบล้านปีก็คงต้องจบลงแล้ว ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ สวัสดีคร้าบบบบบบ

 

---------------------------

 

เพจบล็อก :

 https://www.facebook.com/pagetanbabasnake

อ้างอิง :

 - หนังสือ Venomous snakes of the world โดย Mark O'shea

ภาพจาก :

-       http://davewelling.photoshelter.com/image/I0000MdngGZ5e9x4

-        -http://ferrebeekeeper.wordpress.com/tag/naja-pallida/

-   http://www.thebest.gr/news/index/viewStory/122265

-  http://www.biopix.com/common-viper-adder-vipera-berus_photo-42529.aspx

http://www.flickriver.com/ photos/thorhakonsen/ 8135320226/

 
 

 

 

 

        กลับมาอีกครั้งกับเอ็นทรี่งูของ Tanbabasnake!! วันนี้ผมเอางูที่เคยถูกเข้าใจผิดกันครั้งใหญ่มาพูด เนื่องจากช่วงน้ำท่วมเมื่อปีก่อน มีข่าวว่า กรีนแมมบ้า ซึ่งเป็นงูพิษแรงขนาดใหญ่ส่งตรงจากแอฟริกา ได้หลุดลอดเข้ามาในไทยถึง15ตัว (ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีตัวตน) และผู้ที่โชคร้ายที่สุด ก็คืองูเขียวรุ่นใหญ่ใจดี งูเขียวกาบหมาก นี่แหละครับ

 

 

 

          งูเขียวกาบหมาก (Gonyosoma oxycephalum) เป็นงูไม่มีพิษใน Family Colubridae ลักษณะลำตัวหนายาว 1.6 – 2.4 เมตร หัวและลำตัวสีเขียวสด ทั้งบนและล่างลำตัวเป็นโทนสีเขียว หางมีสีแดงหรือน้ำตาลในลักษณะของงูเขียวหางไหม้(แต่ตัวใหญ่กว่าเยอะ) เส้นสีดำหนาลากตัดผ่านลูกตาไปตามด้านข้างหัว และหายไปเมื่อถึงส่วนคอ มีลิ้นสองแฉกสีฟ้า

           และด้วยลักษณะเหล่านี้เอง ทำให้ช่วงที่มีข่าวกรีนแมมบ้าหลุดออกมา งูเขียวกาบหมากที่น่ารักนี้ถึงได้โดนหมายตาเป็นเป้าหมายไปด้วย ทั้งๆที่พวกเขาเป็นสมาชิกในประเทศเราเองแท้ๆ

 

        งูเขียวกาบหมาก อีกเหตุผลที่ทำให้ดูเหมือนเป็นงูดุร้าย นั่นเพราะเวลาตกใจ งูเขียวกาบหมากจะ “พอง” ถุงลม ในคอตนเองจนคอโป่งขึ้น เผยให้เห็นหนังสีดำระหว่างเกล็ด ขดคอเป็นรูปตัว S จากนั้นจะอ้าปากหันไปทางศัตรูเป็นการขู่ จนบางครั้งอาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่าเป็นแผ่แม่เบี้ย และตีว่าเป็นงูพิษไปโดยปริยาย

 

 

 

       งูเขียวกาบหมากเป็นงูหากินกลางวัน และหากินบนต้นไม้ โดยอาหารหลักก็จะเป็นหนู นก และค้างคาว ที่มันจับได้ด้วยการฉกและดึงเข้ามารัดด้วยร่างกายที่หนาและแข็งแรงของมัน และสามารถฉกเหยื่อที่กำลังบินอยู่กลางอากาศกินได้ โดยเอาร่างกายส่วนหลังยึดไว้กับกิ่งไม้และห้อยตัวกิน

 

        งูเขียวกาบหมากนั้นไม่ดุ แต่ถ้าหากไปรังควานมันมากๆ หรือหยิบขึ้นมาถืออย่างไม่ระวัง ทำให้งูตกใจ ก็อาจฉกได้ครับ

 

            งูเขียวกาบหมากผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุได้4ปี ออกลูกเป็นไข่ ครั้งละ 5-12 ฟอง ไข่จะฟักใน 13-16 อาทิตย์ ลูกที่เพิ่งฟักออกมาจะมีขนาดประมาณ 45 cm

 

 

 

           สำหรับผมแล้วงูเขียวกาบหมากเป็นงูที่สวยมาก และน่ารักมากเช่นกัน แต่ด้วยความเข้าใจผิดอาจทำให้โดนตีตายไปเมื่อเจอ บางครั้งผมก็อยากให้คนรู้จักงูในประเทศตัวเองมากขึ้น อยู่ร่วมกับมันได้มากขึ้น งูที่ไม่ได้ทำอะไรผิดจะได้ไม่โดนเรียกว่าสัตว์ร้าย ไม่โดนตีตายอีก

 

          บางครั้งผมรู้สึกว่างูที่ใกล้ตัวเรามากๆ คนกลับแยกไม่ออกขนาดที่ว่า เห็นอะไรก็คิดว่าเป็นงูเห่าไปหมด เป็นสัตว์พิษอันตรายไปหมด ทั้งๆที่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย รวมแล้วงูที่ไม่มีพิษนั้นมากกว่างูพิษตั้งหลายเท่า

 

         งูที่โดนตีตาย ในสายตาของผมก็คือคนบริสุทธิ์ที่โดนฆ่า สิ่งที่มันทำก็คือการมีชีวิต การรักษาชีวิตของตัวเอง เพราะฉะนั้น การที่เราไปฆ่า ไปตีมันตาย เราทำสิ่งที่น่ากลัวกว่างูเยอะครับ

 

 

 

--------------------------------------------

 

 

เพจบล็อก : http://www.facebook.com/pagetanbabasnake

 

เอ็นทรี่อื่นๆ : Realm of knowledge

 

ที่มาของรูป :

-       http://www.siamensis.org/comment/reply/34745/29026

-       http://www.qualipet.ch/de/node/47853

-       ถ่ายเอง

-       http://www.flickr.com/photos/michaelangst/6867690158/

 

อ้างอิง :

-       หนังสือ Snakes and other reptiles of Thailand and South-east Asia

-       หนังสือ Dorling Kindersley handbooks : Reptiles and amphibians

-       http://en.wikipedia.org/wiki/Gonyosoma_oxycephalum

 

        สวัสดีอีกครั้งครับกับเอ็นทรี่เกี่ยวกับ งู สัตว์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกลับน่าค้นหา บ้างก็ว่าน่ากลัว บ้างก็ว่าน่าหลงใหล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น งูเองก็เหมือนสัตว์อื่นๆ นั่นคือมีรูปแบบสายพันธุ์ที่หลากหลายมากมายปรากฏอยู่บนโลก

 

        สัตว์บนโลกนี้ทุกชนิดถูกแบ่งจำแนกตามหลักของ Taxonomy (อนุกรมวิธาน) เพื่อใช้บ่งบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้านี้คือตัวอะไร โดยจะไล่จากกว้างที่สุดไปยังแคบที่สุดคือ Kingdom > Phylum > Class > Order > Family > Genus > Species

 

        โดยงูนั้นจะถูกจำแนกออกมาใน เป็นพวก Order Squamata (จิ้งเหลน งู) และแยกย่อยอีกนิดก่อนถึง Family เป็น Suborder Serpentes จะเป็นพวกงูทั้งหมด (อย่างที่เคยกล่าวไว้ในเอ็นทรี่ของ ไวเปอร์) จากนั้นจะมาเข้าเรื่องเกณฑ์การจำแนกงูเป็น Family ทั้งหลาย โดยวันนี้จะมาพูดถึง Family Elapidae ครับ

 

 

Inland taipan (Oxyranus microlepidotus)

 

         Family Elapidae ทั้งหมดประกอบไปด้วยงูประมาณ 315 สปีชีส์ ซึ่งจะมีมีลักษณะสำคัญคือเขี้ยวพิษที่กลวงและคงรูปไม่สามารถพับเก็บได้ ติดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของปาก ซึ่งต่างจากพวก ไวเปอร์ (ที่สามารถพับเขี้ยวที่ยาวเก็บได้เหมือนมีดพก)

            วงศ์ Elapidae นี้เป็นวงศ์ที่มีความหลากหลายมากและสามารถพบได้ตั้งแต่ทวีปอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก นั่นหมายถึง งูทะเลทั้งหลายเองก็อยู่ในวงศ์นี้เช่นกัน

 

         นอกจากนี้งูใน Family Elapidae (ต่อไปนี้จะเรียกว่า พวกเอลาพิด) ยังมีสมาชิกเป็นงูพิษที่เล็กที่สุดตั้งแต่ขนาด 18 เซนติเมตร ไปจนถึงงูพิษที่ใหญ่ที่สุด หรือก็คือ งูจงอาง ที่ยาวได้ถึง 6 เมตร นั่นเอง

 

 

Yellow-Bellied Sea Snake (Pelamis platurus)

 

              พวกเอลาพิดส่วนมากจะมีลักษณะใกล้เคียงกับงูในวงศ์โคลูบริด (Family Colubridae) ที่มันน่าจะวิวัฒนาการมา หัวมีลักษณะกลม มีเกล็ดหัวใหญ่ และความกว้างบริเวณคอเองก็คล้ายคลึงกัน หรือแม้แต่ลักษณะเกล็ดบนลำตัวเองก็เป็นเกล็ดเรียบคล้ายกับพวกโคลูบริด ลำตัวยาวเพรียวเป็นทรงกระบอก จะมีเอลาพิดบางชนิดเท่านั้นที่มีเกล็ดแบบเป็นสันเหมือนไวเปอร์ส่วนมาก

 

          งูเอลาพิดบางชนิดมีดวงตาที่เล็ก แต่ในขณะเดียวกันก็มีพวกที่ดวงตาใหญ่โต เช่นพวก แมมบ้า (Genus Dendroaspis) โดยส่วนมากนัยน์ตาของพวกเอลาพิดจะเป็นลักษณะเป็นวงกลมโต ดูใสซื่อไม่น่ากลัวเท่ากับตาขีดของไวเปอร์

 

           เขี้ยวพิษของงูเอลาพิดจะติดอยู่ที่กรามบนและมีลักษณะกลวงเพื่อฉีดพิษจากต่อมพิษไปยังเป้าหมายที่ปลายเขี้ยว เขี้ยวเหล่านี้จะมีลักษณะสั้นและแหลมคม เหมือนมีดเล็กๆสำหรับลอบสังหาร โดยพิษของพวกเอลาพิดนั้นมีความรุนแรงหลายระดับ แต่งูพิษที่พิษแรงที่สุดในโลกเองก็อยู่ในวงศ์ Elapidae นี้เช่นกัน นั่นคือ Inland taipan (บนบก) และ Hydrophis Belcheri (ในทะเล)

 

yellow-lipped sea krait (Laticauda colubrina)

 

           การป้องกันตัวของพวกเอลาพิดนั้นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การแสดงท่าทางน่ากลัวเช่นแผ่แม่เบี้ย ส่งเสียงขู่ฟ่อ ไปจนถึงการพ่นพิษใส่ลูกตาในกรณีของ งูเห่าพ่นพิษ

 

               อุปนิสัยของเอลาพิดมีหลากหลายตั้งแต่พิษแรงแต่ขี้กลัว ไปจนถึงขู่แหลกแล้วกัดไล่ ทั้งนี้ทั้งนั้นหนึ่งในงูเอลาพิดที่โด่งดังในไทย หรือก็คือ งูเห่า มีสายตาที่ไม่ค่อยดีและจะไม่ค่อยเห็นสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหว ถ้าหากเจองูเห่าชูแม่เบี้ยใส่ในระยะที่ไกลพอสมควร การยืนนิ่งๆอาจทำให้มันเย็นลงจนเลื้อยจากไปก็ได้ครับ

 

              งูเอลาพิดส่วนมากออกลูกเป็นไข่ แต่ก็มีบางชนิดเช่น South African Ringhals ที่ออกลูกเป็นตัว โดยเมื่อไข่ถูกวางแล้วก็มักจะโดนทิ้งให้เอาตัวรอดด้วยตัวเองตั้งแต่ยังหลบอยู่ในเปลือกไข่ จะมีก็แต่งูจงอางเพศเมีย ที่เมื่อวางไข่แล้วจะสร้างรัง และคอยปกป้องไข่จนกระทั่งลูกของเธอได้ออกมาลืมตาดูโลก

 

 

งูจงอาง King Cobra (Ophiophagus Hannah)

 

             ถึงแม้จะดูโหดร้ายและป่าเถื่อน แต่งูเอลาพิดเองก็มีพวกที่สีสันสวยงามสะดุดตาอยู่มาก ในไทยเอง ตัวที่ผมรู้สึกว่าสวยและลือชื่อ ก็จะมี งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus) และ งูเห่าพ่นพิษสยาม (Naja siamensis) ครับ

 

               ถ้าจะให้เปรียบเป็นตัวละครในนิยาย พวกเอลาพิดก็คงเป็นองค์กรใหญ่โตมีชื่อเสียงที่มีอำนาจมากมาย เป็นเหมือนกลุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวร้าย แต่ในองค์กรเองก็มีคนหลายประเภท ซึ่งถ้าจะให้เปรียบอีก ก็คงจะเป็นคู่ปรับกับพวก ไวเปอร์ ซึ่งก็เป็นองค์กรใหญ่ที่ร้ายกาจพอๆกัน แต่ลักษณะนิสัยนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง เอลาพิดที่ค่อนข้างปราดเปรียวและว่องไว กับไวเปอร์ที่ตัวหนาและขดตั้งรับ เขี้ยวพิษที่สั้นคมของเอลาพิด กับเขี้ยวยาวที่พับเก็บได้ของไวเปอร์ ถ้าให้เลือก ผมเลือกไม่ถูกจริงๆว่าจะเชียร์ใคร

 

 

Blue malaysian coral snake (Calliophis bivirgatus)

 

           สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าผมก็อยากให้ทุกคนเห็นถึงสองด้านของงู ทั้งความอันตราย น่าเกรงขาม และความสวยงาม น่าหลงใหล ของมัน  ถึงแม้พวกมันจะมีพิษ บางชนิดก็มากพอที่จะฆ่าเราได้ แต่มันเองก็มีความรู้สึก หรือแม้แต่คำว่า “ครอบครัว” เช่นกัน งูจงอางเองก็หวงไข่ เหมือนที่พวกเราหวงลูก คงมีหลายครั้ง ที่มันแผ่แม่เบี้ยก็เพราะกลัวว่าใครจะไปทำร้ายไข่ของมันที่ปกป้องตัวเองไม่ได้

 

         ผมไม่ได้ต้องการถึงขนาดว่าจะให้ทุกคนมานอนกอดงูแบบที่ผมทำ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็อยากจะให้ทุกคนได้เห็นว่า มันก็มีสิ่งดีๆ น่าสนใจ และความสำคัญอยู่เช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ เลี่ยงที่จะเข้าไปทำร้ายงู จะดีกว่า

 

         สัตว์ทุกชนิดมีหน้าที่ของมันในระบบนิเวศ ทั้งควบคุมประชากรของสัตว์บางชนิดไม่ให้มากเกินไป ทั้งเป็นอาหารให้สัตว์อื่น งูนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด คนต่างหากละครับ ที่น่ากลัว ไม่มีอะไรควบคุมประชากรของคนได้แม้แต่ตัวมนุษย์เองครับ

 

วันนี้ก็ขอจบเอ็นทรี่เอลาพิดไว้ ณ ที่นี้ครับ บ้ายบายยยย

 

------------------------------------

 

 

เพจบล็อก : http://www.facebook.com/pagetanbabasnake

 

เอ็นทรี่อื่นๆ Realm of knowledge

 

ที่มาของรูป :

-       http://calphotos.berkeley.edu/cgi/img_query?enlarge=0000+0000+0312+0493

-       http://1.bp.blogspot.com/-S-qQOegs0bI/T1nWeqbUTtI/AAAAAAAAGTQ/4Iw-BZOciM0/s1600/Blue+Coral+Snake.jpg

-       http://www.seti.ee/narva/uploads/newbb/10862_489459bbf38a7.jpg

-       http://www.starfish.ch/photos/reptiles-Reptilien/Laticauda-colubrina2.jpg

-       http://www.redbubble.com/people/dilettanto/works/7291449-yellow-bellied-seasnake-pelamis-platurus-digital-painting-not-a-photograph

 

อ้างอิง :

-       Venomous Snakes of the world – Mark O’Shea

-       http://en.wikipedia.org/wiki/Elapidae

 

           กลับมาอีกครั้ง กับเอ็นทรี่งูของแทนบ้าบ้าสเน้คคคคคค วันนี้เราจะเอางูน่ารักแห่งประเทศไทยมานำเสนออีกชนิดนะครับ!! โดยงูชนิดนี้สามารถพบเห็นได้ง่ายพอสมควร (และเคยเห็นในจตุจักร O_O) แต่ไม่มีอันตรายครับ เพราะฉะนั้นถ้าเจอก็อย่าไปตีมันนะครับ :D

 

             งูเขียวพระอินทร์ (Chrysopelea ornata) เป็นงูใน Family Colubridae (เอ็นทรี่นี้จะตามมาทีหลังครับ) โดยเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้งูชนิดนี้โด่งดัง คือความสามารถในการ “ร่อน” ครับ โดยการร่อนของงูนั้นไม่ใช่การกางปีกบิน และไม่ได้ไปได้ไกลขนาดนกหรือแมลง แต่ก็มากพอที่จะส่งร่างกายของมันข้ามยอดไม้ไปมาได้ครับ

 

            โดยงูชนิดนี้มีลักษณะ ยาวเรียวตัวเพรียวบางและมีเกล็ดสีเขียว-ดำ แทรกกันเป็นลายสวยงาม เกล็ดที่คางและปากจะออกโทนเหลืองขาว ลำตัวยาวได้ประมาณ 130 cm ปลายหัวโค้งมนและแบน ดวงตากลมโตสีดำ สำหรับตัวผมนั้น งูเขียวพระอินทร์เป็นหนึ่งในงูที่สวยมากๆเลยครับ

 

 

           งูเขียวพระอินทร์เป็นสัตว์หากินกลางวัน และสามารถพบได้ตามต้นไม้ อาหารของมันคือพวกสัตว์ฟันแทะ กิ้งก่า และงูตัวเล็กๆเองก็เช่นกัน และเป็นงูที่หาไม่ยาก บ้านใครมีอาหารและที่อยู่ที่จะให้มันเอาชีวิตรอด ก็สามารถพบมันได้ครับ ถ้าจำไม่ผิดดาดฟ้าบ้านผมเองก็เคยเจองูชนิดนี้เช่นกันครับ

 

           แต่ตาบ๊องแบ๊วของมันก็แสดงถึงความใสซื่อที่ซ่อนอยู่ในร่างงูจริงๆแหละครับ มันเป็นงูที่ค่อนข้างขี้ตื่น และเลือกที่จะเลื้อยหนีเมื่อเผชิญอันตราย แต่หากถูกคุกคามจนหมดทางหนีก็อาจจะหันมากัดได้ งูเขียวพระอินทร์บ้างก็ว่ากันว่าเป็นงูพิษอ่อนจนทำอะไรคนไม่ได้ หรือไม่มีพิษเลยก็มี โดยข้อมูลส่วนใหญ่ที่ผมหามาบอกว่าเป็นพิษอ่อนครับ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นมันต้องอ่อนโคตรๆแน่นอนครับ เพราะว่าขนาดตุ๊กแกในรูปแรก มันยังต้องรัดเลยครับ

 

           และเรื่องที่ทุกคนรอคอยครับ คือ การ “ร่อน” ของงูเขียวพระอินทร์ครับ!

 

           งูทั้งหมดใน Genus Chrysopelea (หรืออีกชื่อ Flying snakes) ร่อนได้หมดครับ แต่ว่าความสามารถในการร่อนของแต่ละพันธุ์ก็ไม่เท่ากันนะครับ โดยงูที่โด่งดังกว่าในเรื่องการร่อนนี้คือ งูเขียวร่อน (Chrysopelea paradisi) จะเก่งกว่าครับ แต่ว่าหายาก เพราะฉะนั้นงูที่เจอหน้าบ่อยกว่าจึงเป็นงูเขียวพระอินทร์ครับ

 

           งูเขียวพระอินทร์ร่อนโดยการไต่ขึ้นที่สูงก่อน จากนั้นจึงพุ่งตัวออกจากที่ยึด เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณท้องเพื่อทำให้ตัวแบนขึ้น และโก่งผิวบริเวณท้องขึ้นเป็นตัว U คว่ำ ในรูปแบบของร่มชูชีพเพื่อเพิ่มแรงต้านอากาศให้ตกถึงพื้นช้าลง จากนั้นจึงเริ่ม “เลื้อย” กลางอากาศในลักษณะของการว่ายน้ำ โดยใช้หางในการควบคุมทิศทาง เพื่อให้ตัวเคลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้นเพื่อไปถึงจุดหมาย

 

             ส่วนมากงูเขียวพระอินทร์จะบินเพื่อล่าเหยื่อ หนีออกจากศัตรู และเคลื่อนที่ไปตามป่าครับ

 

 

                สุดท้ายนี้ งูเขียวพระอินทร์ นับว่าเป็นงูที่โชคร้ายครับ เพราะสามารถพบกับคนได้ง่าย และสังคมไทยเป็นสังคมที่ปลูกฝังว่างูทุกตัวเป็นงูพิษ เป็นสัตว์อันตราย ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ใช่ความจริงเลย งูที่ผมบอกว่าเคยเจอที่ดาดฟ้าบ้านสมัยเด็ก ผมก็เจอในสภาพที่โดนฆ่าตายไปแล้วครับ

 

              โดยเฉพาะตั้งแต่ข่าวกรีนแมมบ้าออกมา เหล่างูเขียวที่ไม่ได้ทำอะไรผิดก็โดนล่าค่าหัวตายกันระเนระนาด และจนบัดนี้ข่าวลือที่หลุดออกมา ก็ยังไม่มีใครจับตัวมารับผิดชอบชีวิตงูเหล่านั้นได้ครับ

 

              งูเองก็เป็นสัตว์ที่รู้สึกถึงความเจ็บปวดได้ และมีชีวิตของมันที่ดิ้นรนเอาตัวรอดจากนักล่าต่างๆมาไม่ต่างกับสัตว์อื่น ถึงแม้เราจะกลัวมันหรือรู้สึกว่ามันน่ากลัวขนาดไหนก็ตาม อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ผมคาดหวังจากเอ็นทรี่นี้คือการทำให้คนได้รู้จัก ได้เห็นถึงความมหัศจรรย์ ของงูชนิดนี้ครับ เวลาที่เจอมัน เราจะได้รู้ว่ามันไม่มีอันตรายและไม่เข้าไปทำร้ายมันครับ

 

            วันนี้ขอตัวไปอ่านหนังสือสอบก่อนครับ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ :)

 

---------------------------------

เพจบล็อก : http://www.facebook.com/pagetanbabasnake

 

เอ็นทรี่อื่นๆRealm of knowledge

 

รูปภาพจาก :

-       http://www.thailandsnakes.com/wp-content/uploads/2013/01/3golden-tree-snake-eating-tokay-scott-mallon.jpg

-       http://www.arachnoboards.com/ab/showthread.php?25057-Chrysopelea-Ornata

-       http://www.flickr.com/photos/49788843@N03/5376657707/

http://www.slashgear.com/gliding-snake-research-funded-by-us-government-23115735/

 

 

อ้างอิง :

   - Snakes and other reptiles of THAILAND and South-east Asia

   - Dorling Kindersley handbooks : Reptiles and Amphibians

   - http://en.wikipedia.org/wiki/Chrysopelea_ornata

 

The Black Hearts [2013 Valentine’s Monster]

posted on 14 Feb 2013 21:57 by tanbabasnake directory Fiction, Cartoon

       สวัสดีครับ ผมหายไปจากบล็อก ไปขี้เกียจมาครับ 555 ต้องสารภาพจริงๆว่าขี้เกียจเขียน มันเป็นฤดูจำศีลของ Tanbabasnake ครับ 555

 

       วันนี้กลับมาไม่ได้เอาบทความเกี่ยวกับสัตว์มา แต่เอารูปวาดมาครับ เมื่อปีที่แล้ว ณ เวลานี้ผมกำลังนอนซมอยู่บนเตียงโรงพยาบาลหลังผ่าตัด และวาดรูปเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในโลกของผม ที่เกี่ยวข้องกับวาเลนไทน์ 2012 Valentine’s Monster  และวันนี้ ครบรอบ1ปี ผมก็นำสิ่งมีชีวิตพวกใหม่มานำเสนอครับ นั่นคือพวก The Black Hearts

 

        The Black Hearts เป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่โดน ความรู้สึก กัดกินจิตใจ และก่อให้เกิดความวินาศทางความรัก จนกลายพันธุ์กลายเป็นพวก Black Hearts นั่นเองครับ และนี่คือเหล่า Blackhearts วินาศกรรมแห่งความรัก ทั้ง4แบบครับ

 

         1.    Chained Hearts

 

          “ความรักคืออะไรนะ? ทำไมเขาถึงไม่ยอมรับในตัวของเรา ทำไมเขาถึงทิ้งเราไป แสดงให้เขาเห็นสิ แสดงให้เขาเห็นว่าเราไม่มีทางอยู่ได้ถ้าไม่มีเขา เราจะไม่ลืมรักนี้เด็ดขาด ถึงแม้เขาจะไม่มองเราก็ตาม”

 

            โซ่เหล็กหนาได้ผุดโผล่ขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่า ขึงตรึงหัวใจและร่างกายของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ถูกล่ามถูกตรวนไว้กับที่ราวกับทาส โดยที่เจ้าตัวกลับมองเห็นแต่เพียงภาพลวง ว่าโซ่เหล็กที่หนาวเย็นนั้นเป็นเยื่อใยที่อบอุ่น พวกเขาคิดผิดมหันต์…

 

           Chained Hearts เป็นสิ่งมีชิวิตที่เกิดขึ้นจากคนที่ลุ่มหลงในความรักที่มีให้อย่างซื่อสัตย์จนเกินไป จนทำให้ไม่สามารถจะดิ้นหลุดไปจากคนๆนั้นได้ แม้ว่าคนๆนั้นจะไม่รู้สึกอะไรเลยกับเราก็ตาม แม้ว่าคนรอบข้างจะมาช่วยพูดให้ลืมตาตื่นขึ้นมามากแค่ไหนก็ตาม คนคนนั้นก็ยังลุ่มหลง ทิ้งชีวิตและความสุขของตน เพื่อเฝ้ามอง เพื่อเดินตามรอยเท้าของคนที่เขารัก ปราศจากความคิด ปราศจากเป้าหมายของตนเองอีกต่อไป ได้แต่ตกเป็นทาสของคนที่ตนรักไปตลอดกาล

 

          2.    Lustful Hearts

 

        “ฉันอยากจะกอดเธอ  อยากจะได้สัมผัสร่างกายอันงดงามของเธอ อยากจะได้เป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของเธอ ได้โปรดมอบร่างกายนี้มาให้ฉันที ร่างกายที่งดงามของเธอ ฉันต้องการมัน…”

 

           เมือกลื่นสีขาวใสไหลซึมออกมาตามผิวกายของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ความร้อนแล่นผ่าวผ่านร่างกายราวกับมีเปลวไฟไหลแล่นอยู่ในร่าง ไอร้อนพวยพุ่งออกมาตามปากและหู เจ้าตัวอาจหลงกลว่านี่แหละคือความรัก แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงตัณหาเท่านั้น

 

           Lustful Hearts เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากคนที่โดนตัณหาปลอมแปลงเข้ามาในฐานะความรัก เจ้าตัวจะไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ตนมีอยู่นั้น แท้จริงเป็นเพียงความต้องการร่างกายของอีกฝ่าย เป็นเพียงความหื่นกระหายทางเพศ เป็นความรักที่ปราศจากความห่วงใย ความเข้าใจ และความอบอุ่นที่แท้จริง ท้ายสุดแล้วความสัมพันธ์และจิตใจของคนเหล่านี้ก็จะต้องพังพินาศเมื่อกาลเวลาผ่านไป เมื่อร่างกายของอีกฝ่ายเริ่มเสื่อมโทรม เพราะร่างกายนั้นจะไม่สามารถสนองตัณหาของพวกเขาได้อีก และในบั้นปลายชีวิต พวก Lustful Heart ก็จะต้องตายอย่างโดดเดี่ยว ปราศจากคนรักและครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้างในวินาทีสุดท้าย

 

              3.    Craven Hearts

 

                  “เราจะดีพอสำหรับเขามั้ยนะ? หน้าตาเราแย่ไปรึเปล่านะ? ทำแบบนี้เขาจะโกรธมั้ยนะ? ต้องโกรธแน่ๆเลย เราทำได้ไม่ดีแน่ๆเลย เขาคู่ควรกับสิ่งที่ดีกว่านี้ ลาก่อนนะ หาคนที่ดีกว่านี้ให้ได้นะ… ที่รัก”

 

                 ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นผ่านทั่วร่าง ความรู้สึกราวกับถูกเสียดแทงนี่มันอะไรกัน? เจ้าตัวอาจจะคิดว่านี่เป็นเพียงอาการอกหักธรรมดา แต่แท้จริงแล้วหนามแหลมที่เสียดแทง นั้นเกิดขึ้นจากตัวของพวกเขาเอง มันงอกขึ้นมาจากกระดูกของพวกเขา ทิ่มแทงทะลุกล้ามเนื้อออกมา รูปร่างอัปลักษณ์อย่างที่ตนได้โทษตัวเองไว้ และจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนหมดเค้าของความเป็นคนในที่สุด

 

                 Craven Hearts เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ที่ถูกครอบงำด้วยความขี้ขลาดและสิ้นหวัง มันจะเริ่มต้นขึ้นสิ่งเล็กๆน้อยๆ นั่นคือ การโทษตัวเอง ซึ่งเดิมทีสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะทำในระดับที่ถูกต้อง แต่คนเหล่านี้กลับตัดสินใจที่จะโทษตัวเองกับทุกสิ่ง และความรู้สึกนั้นจึงเริ่มสะสมมากขึ้นๆ จนแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นความรู้สึกด้อยค่า ตกต่ำ และไม่คู่ควร จนท้ายสุดถึงกับคิดที่จะทิ้งคนที่ตนรัก เพื่อให้ได้เจอคนที่ดีกว่า ทั้งๆที่ในความจริงแล้ว… คนที่คนรักอยู่ด้วยแล้วมีความสุขที่สุด ก็คือตัวคุณนั่นแหละ…

 

         4.    Tricked Hearts

 

          “เรารักเขาที่สุด เรารักเขาที่สุด เรารักเขาที่สุด เรารักเขาที่สุด… ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ดีเท่ากับ คนนั้น ก็ตาม”

 

           ใบหน้าที่อัปลักษณ์ ดวงตาที่ปูดโปนผุดขึ้นจากด้านหลังของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แขนขาที่เป็นเกล็ดเป็นหนามงอกขึ้นมาจากด้านหลัง และดิ้นพราดๆอยู่บนหลังของร่างกายที่งดงาม เขาอาจจะคิดว่าร่างสวยงามนี่คือตัวตนที่แท้จริง เขาอาจจะคิดว่านี่คือความรู้สึกที่แท้จริง แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำ ก็คือการ “หลอกตัวเอง” ร่างอัปลักษณ์บนหลังของพวกเขาต่างหาก คือตัวตนที่แท้จริง

 

             Tricked Hearts เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากมนุษย์ที่ถูกครอบงำโดยจิตใจที่ตนสร้างขึ้นเอง โดยส่วนมากเพื่อลบล้างตัวตนเก่าที่กำลังเจ็บปวด หลายครั้งที่มีคนอกหักแล้วจำใจรักคนอื่นเพื่อลืม ปากของเขาอาจจะพูดคำว่ารักทุกวัน แต่หารู้ไม่ว่าจิตใจที่แท้จริงไม่ได้เรียกหาคนรักตรงหน้าเลย แต่กลับเรียกหาคนรักเก่าที่จบกันไปนานแล้ว และผลสุดท้ายคือความรักที่มีอยู่ก็จะพังทลาย เพราะสัญชาตญาณที่ไม่สามารถฝืนได้ นำพาไปสู่ความพินาศและสับสนของเจ้าตัว ว่าแท้จริงแล้วความรักคืออะไร? และเรารักใครกันแน่?

 

 

-----------------------

 

         จบแล้วครับ สำหรับทั้ง4อสุรกายที่ถูกความรู้สึก ความหลงใหล และอารมณ์เข้าครอบงำจนตนต้องพังพินาศ บางครั้งความรักก็ไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด บางครั้งความรักที่เราเชื่อว่ามันคือของจริงกลับเป็นแค่ภาพลวงตา

 

          เพราะฉะนั้นวันวาเลนไทน์นี้ วันแห่งความรัก ก่อนจะดื่มด่ำไปกับมัน ได้ลองเช็คหรือยัง ว่ากลิ่นหอมหวานที่ลอยอยู่ตรงหน้า คือ ความรัก หรือ ยาพิษ !!!!!!

 

ขอให้ทุกท่านโชคดีมีชัยไปกับความรักที่แท้จริงครับ

 

               ห่างหายจาก exteen ไปนานเลยครับ ช่วงนี้ไม่มีสมาธิและอารมณ์มากพอที่จะเขียนบทความยาวๆสักเท่าไหร่ เลยได้แต่อัพอะไรเล็กๆน้อยๆในเพจ tanbabasnake ไปวันๆครับ แต่ตอนนี้ก็กลับมาแล้ว พร้อมกับหนึ่งในงูพิษชื่อดังของประเทศไทย

 

              งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus) เป็นงูพิษแรงในกลุ่ม Elapidae (ไว้จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ) ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในงูชื่อดังของประเทศไทยเลยครับ โดยงูสามเหลี่ยมนั้นจะมีลักษณะเด่นคือมีสีเหลืองสลับดำชัดเจน โดยขนาดของแถบสีทั้งสองจะมีขนาดเท่าๆกัน ซึ่งหลายๆคนมักจะไปสับสนกับ งูปล้องทอง ซึ่งเป็นงูพิษอ่อน (คลิ๊กที่ชื่องูเพื่ออ่านรายละเอียด) และกลายเป็นว่า งูปล้องทองโดนเหมารวมไปกับงูสามเหลี่ยมว่าเป็นงูอันตรายครับ

 

              งูสามเหลี่ยมนั้น ได้ชื่อของมันมาจากรูปทรงของร่างกายที่มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม ลำตัวยาวประมาณ1.5 -2.3 เมตร หางถู้ ลายสีดำสลับเหลือง โดยจะเริ่มจากสีดำที่หัวก่อน ขนาดความกว้างของแถบสีทั้งสองจะมีขนาดเท่าๆกันอย่างเห็นได้ชัด ลายตามขวางจะวนมาบรรจบกับอีกด้านของลำตัวอย่างสมบูรณ์ ต่างกับงูปล้องทองที่เส้นสีเหลืองที่พาดลำตัวอาจจะไม่ต่อกันเป็นวง

 

            อุปนิสัยของงูสามเหลี่ยมนั้นจะเป็นพวกกระตือรือร้นตอนกลางคืน เพราะในตอนกลางวันจะเอาแต่นอนหลบ และถ้าถูกพบเจอจะไม่ดุและพยายามขดตัวโดยเอาหัวซุกร่างกายตัวเอง

             แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน งูสามเหลี่ยมจะแสดงพลังทันที โดยจะเริ่มออกล่าและบางทีถึงกับกินงูตัวอื่นๆเลยก็มี ซึ่งในยามราตรีเช่นนี้ ถ้าหากไปจับงูสามเหลี่ยมเข้า มันคงไม่นิ่งเหมือนตอนกลางวันแน่นอน

 

             และสำหรับสิ่งที่เป็นประเด็นที่หลายๆคนคงจะสงสัย นั่นคือ พิษของงูสามเหลี่ยมครับ งูสามเหลี่ยมเป็นหนึ่งในงูที่มีเซรุ่มแก้พิษแล้วในประเทศไทยครับ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากโดนกัดก็ต้องรีบไปนะครับ แก้พิษได้ แต่แก้ไม่ทันก็ชิบหายอยู่ดี โดยอานุภาพพิษของงูสามเหลี่ยมนั้นเป็นแบบทำลายระบบประสาท

             อาการหลังจากโดนกัดจะมี อาเจียน ความเจ็บปวดบริเวณหน้าท้อง ท้องร่วง เวียนศีรษะ ถ้าหากโดนพิษในปริมาณมากๆจะทำให้เกิดความล้มเหลวในระบบหายใจ และอาจตายจากการขาดอากาศหายใจได้

 

           ถึงแม้จะฟังดูน่ากลัว แต่งูสามเหลี่ยมไม่ได้กัดคนบ่อยๆหรอกครับ อย่างที่บอกว่าในตอนกลางวันมันทั้งเฉื่อยและขี้อาย แถมงูสามเหลี่ยมเป็นงูมีอยู่ทั่วไป แต่โอกาสพบก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น เป็นเรื่องดีที่เราได้รู้จักและรู้ถึงอันตรายของงูพิษชนิดนี้ แต่ว่าจะดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเอาข้อมูลไปใช้ยังไงด้วย

           ผมเขียนบล็อกเกี่ยวกับงูเพื่อให้คนเข้าใจ เข้าถึงงู และได้เห็นว่าโลกของงูนั้นก็มีทั้งดีและแย่ปนเปอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่เขียนเพื่อให้กลัวงูหรืออคติงูมากกว่าเดิม

 

          งูเองก็เป็นสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจของมัน การที่มันจะขู่จะกัดเรา มันก็ทำไปทั้งหมดเพราะความกลัวและต้องการที่จะป้องกันตัวเอง ถ้าหากเราไม่ได้เป็นฝ่ายไปทำร้ายมันก่อน มันก้ไม่มาทำร้ายเราหรอกครับ

           สุดท้ายนี้ อยากจะให้ทุกคนไตร่ตรองดีๆเกี่ยวกับ งู สัตว์ที่ดูลึกลับน่ากลัวและเหมือนกับแฝงไปด้วยอันตราย แท้จริงแล้วถ้าลองมองตามันดีๆก็จะเห็นจิตใจ เห็นด้านอื่นๆของมัน เหมือนเวลาเรามองคน มองหมาแมวได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเลี้ยงดูมันอย่างดี แต่แค่เปิดใจไม่อคติ และไม่เข้าไปทำร้ายมัน แค่นั้นผมก็ดีใจแล้วครับ ที่เสียงของผมส่งไปถึงทุกคน

 

          วันนี้ก็กลับมาอัพแล้ว เพราะฉะนั้นผมยังอยู่ดีนะครับ 555

----------

เพจบล็อก

http://www.facebook.com/pagetanbabasnake

 

---------

ภาพจาก :
http://www.flickr.com/photos/27096593@N08/6038400916/

http://www.flickr.com/photos/kkchome/7207013908/in/photostream/

http://www.flickr.com/photos/cowyeow/7345049618/

http://www.siamensis.org/taxonomy/term/1165/0

อ้างอิง :


- Dorling Kindersley handbooks : Reptiles and Amphibians

-Snakes and other reptiles of Thailand and south-east asia

- http://en.wikipedia.org/wiki/Bungarus_fasciatus

 

 

         สวัสดีวันศุกร์กับเอ็นทรี่งูที่กลับมาอีกครั้งหลังหายไปนานครับ!!! หลังจากที่ชีวิตวุ่นวายและความขี้เกียจส่วนนึงได้หมดไป ในที่สุดผมก็กลับมามีแรงบันดาลใจที่จะเขียนเกี่ยวกับงูอีกครั้ง โดยวันนี้ งูที่จะมานำเสนอ เป็นงูที่อาจทำให้คนสับสนกับงูอีกชนิดหนึ่งได้ครับ นั่นคือ “งูปล้องทอง” นั่นเอง

 

^สวย :D

 

           งูปล้องทอง (Boiga dendrophila) เป็นงูพิษอ่อนชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ในประเทศไทย เป็นงูใน Family Colubridae (เอ็นทรี่ของFamilyนี้ จะตามมาในไม่ช้าครับ) โตเต็มวัยยาว 2 - 2.5 เมตร หัวและปากกว้างใหญ่พอที่จะให้งูกลืนไข่นกหรือกระรอกเข้าไปได้
             ซึ่งงูปล้องทองมีลักษณะหน้าตาชวนให้เข้าใจผิดมากๆ เพราะจะไปคล้ายกับ “งูสามเหลี่ยม” ซึ่งเป็นงูพิษร้ายแรงที่โด่งดังพอสมควร ผลที่ตามมาก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่หน้าตาคล้ายโจร นั่นคือ ซวย โดนเหมารวมกันไปง่ายๆ

 

            ลักษณะของงูทั้งสองชนิดนี้คือ มีลำตัวสีดำสลับเหลืองเป็นลวดลายชัดเจน ที่ถ้าคนไม่รู้จักหรือมองผ่านๆด้วยความตื่นตระหนกอาจจะเข้าใจผิดได้ ทั้งๆที่จริงๆแล้วสองชนิดนี้มีความแตกต่างที่แยกได้ง่ายพอสมควร

           อย่างแรกเลยคือ หางของงูปล้องทองจะเรียวยาวแหลม มากกว่าหางของงูสามเหลี่ยมที่จะดูถู้ๆสั้นๆกว่าครับ

            อย่างที่สอง ดูง่ายกว่า คือ ลวดลาย ของงูทั้งสอง มีจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ งูปล้องทอง จะมีแถบสีดำที่กว้างกว่ามาก และเส้นสีเหลืองที่คาดข้างลำตัวจะเล็กลีบ เป็นเส้นแคบๆ นั่นเองครับ ซึ่งถ้าเป็นงูสามเหลี่ยมลายมันจะขนาดเท่าๆกันสลับเป็นทางม้าลายเลยครับ

 

         งูปล้องทองมักจะพบในป่าชื้นๆแฉะๆ ป่าชายเลน เป็นที่มาของชื่ออังกฤษ Mangrove snake (Mangrove Forest = ป่าชายเลน) แต่ก็ใช่ว่าจะพบแค่ในป่าชายเลนนะครับ ที่อื่นก็พบได้

            โดยเมื่อตกใจ งูปล้องทองจะขดคอขึ้นเป็นตัวSและอ้าปากเพื่อขู่ และ งูปล้องทองเมื่อกัด จะพยายามเคี้ยวเรา เพื่อให้เขี้ยวที่อยู่ด้านในของปากสามารถเจาะเข้าเนื้อเราได้ โดยพิษของงูปล้องทองนั้น ถึงแม้จะเป็นพิษอ่อน แต่ถ้าโดนก็บวมได้ครับ แต่ที่แน่ๆ ต้องเจ็บ เพราะขนาดงูไม่มีพิษอย่างบอลไพธ่อนกัด(ฉกอาหารเบี้ยวมาโดน) ผมยังเจ็บจี๊ดเลยครับ โดนงูกัดมันจะเหมือนเอาเข็มกระซวกมือเร็วๆ เพราะฉะนั้นพยายามเลี่ยงที่จะเข้าไปตีสนิทกับงูป่าทุกชนิดครับ ตัวใครตัวมันดีที่สุด

 

          งูปล้องทอง นับว่าเป็นงูที่สวยงาม และความอันตรายก็พอๆกับพวกต่อแตน ที่สามารถทำร้ายเราได้ และมีพิษเจ็บปวด แต่ก็ไม่ถึงกับจะฆ่าเราถ้าหากร่างกายเราแข็งแรง เพราะฉะนั้นถ้าหากพบงูปล้องทองโดยบังเอิญ ก็ไม่ต้องไปกลัวว่ามันจะฆ่าเราทิ้งซะตรงนั้น เพราะคงไม่มีงูตัวไหนว่างพอจะไล่ฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง มีแต่คนเท่านั้นแหละ ที่จะไปวิ่งไล่ฆ่างูด้วยความตื่นตระหนก

          สำหรับผมแล้ว การเข้าใจผิดของชนิดงู และความอันตราย นอกจากจะทำให้เราประสาทแล้ว ยังทำให้งูตายโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ซึ่งงูปล้องทองและงูสามเหลี่ยม นับว่าเป็นคู่ที่ดูสลับกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมไม่รู้ว่าจะมีงูสักกี่ตัวที่ต้องตายเพราะคน “ไม่รู้ว่ามีพิษหรือไม่มีพิษ อันตรายหรือไม่อันตราย”

 

          ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะให้คนไทยศึกษาในเรื่องนี้มากขึ้นอีก เพราะงูเป็นสัตว์ใกล้ตัว และการรับมือผิดๆนั้นส่งผลถึงชีวิตของทั้งสองฝ่าย เอาง่ายๆอย่างตอนมีข่าวลือเรื่องกรีนแมมบ้าเมื่อนานมาแล้ว งูเขียวปากจิ้งจก งูเขียวปากแหนบ งูเขียวกาบหมาก โดนล่าค่าหัวตายกันเต็มไปหมดเลย ทั้งๆที่พวกนี้เป็นงูบ้านเราเอง ถ้าคนคิดจะศึกษาก่อน พวกมันก็คงไม่ตายเปล่าแบบนี้

           อีกทั้งยังมีความเชื่อผิดๆมากมายที่ผมพยายามจะแก้ งูสีสดมีพิษร้าย งูแสงอาทิตย์อันตราย งูเห่างูจงอางอาฆาต ของพวกนี้ไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้องเลยสักนิด และความเชื่อหลายอย่างของมนุษย์ กำลังทำร้ายธรรมชาติ

 

           มีการกินหมาโดยทรมานหมาก่อน นั่นก็เกิดขึ้นเพราะความเชื่อและประเพณี ซึ่งแน่นอน หมามีคนจำนวนมากคอยดูแลเป็นห่วงเป็นใยให้อยู่แล้ว ผมเชื่อว่าปัญหานี้มีโอกาสคลี่คลายง่ายกว่า แต่ผมไม่คิดว่าคนที่รักงูจะมีมากขนาดนั้น ผมไม่คิดว่าปัญหาเรื่องการฆ่างูจะจบง่ายๆ หลายๆเอ็นทรี่ที่เขียนมา ผมก็มักจะจบท้ายด้วยการพยายามจะเปลี่ยนมุมมองที่คนมีให้ต่องู ว่างูเองก็เป็นสัตว์ที่มีทั้งข้อดีข้อเสียเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นทุกชนิด แต่ทำไมมันถึงถูกมองว่าเป็นตัวโกงอยู่ตลอด
           เอาง่ายๆครับ บางทีก็น้อยใจว่าทำไมดูแลกันแต่สัตว์ขน ทั้งๆที่สัตว์เกล็ดตรงนี้ก็ไม่ได้อยู่ดีกินดีเลย

 

           ทุกวันนี้การที่ผมเลี้ยงงู จะเจอแต่ประโยคที่ว่า “เลี้ยงทำไม? อันตราย” “ทำไมถึงชอบสัตว์ประหลาด ทำไมไม่เลี้ยงหมาแมวเหมือนคนอื่นบ้าง?”  “ระวังมันกัดนะ”
            ครับ หมาผมก็เลี้ยงครับ และทั้งงูทั้งหมากัดได้หมดครับ บางอย่างแค่เปิดใจมันก็ไม่อันตรายอย่างที่คิด แต่จะให้บอกว่าปลอดภัย100% ก็ไม่มีอยู่แล้ว เชื้อโรคที่มาด้วย อุบัติเหตุ ผมก็รู้ว่ามันมี แต่ไม่อยากให้มันอันตรายแค่เพราะเราเชื่อว่ามันอันตรายน่ะครับ ขอเหตุผล นิดนึงก็ยังดี

 

^งูของผมเองครับ ด้านน่ารักๆของงูก็มี :D

 

          สุดท้ายนี้ หลังจากไม่ได้เขียนถึงงูมานานแสนนาน ก็ปิดท้ายซะยาวเหยียด แบบเก็บกดเลยก็ว่าได้ ทุกวันนี้ผมพยายามจะปกป้องงูที่เลื้อยไปเลื้อยมาอย่างไม่รู้ชะตากรรมอยู่ข้างนอก แต่เสียงผมคนเดียว ณ ตอนนี้มันเบาเหลือเกิน ถ้าเป็นไปได้ สักวันผมจะเขียนหนังสือ ทำสารคดี เอาให้โลกทั้งใบมันเห็นเลยว่า ทุกอย่างมันมีทั้งความอันตราย ความสวยงาม ความน่ารัก ความน่าเกรงขาม ซ่อนอยู่ และเราไม่ควรมองแค่ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น

         สวัสดีครับ

 

-----------------------

เพจบล็อก

http://www.facebook.com/pagetanbabasnake

 

-------------

อ้างอิง 

-  Dorling Kindersley hand books : Reptiles and Amphibians

-       A photographic guide to Snakes and other reptiles of Thailand and south-east asia

 -http://en.wikipedia.org/wiki/Boiga_dendrophila

-----------

เอ็นทรี่อื่นๆ

 Realm of knowledge

 

ถ้าขี้เกียจอ่านว่าทำไมผมหายไป อะไรแบบนี้ เลื่อนข้ามตรงนี้ไปได้ครับ


         ช่วงนี้ผมจะหายไปจากบล็อกบ่อยนิดนึงนะครับ อันเนื่องมาจากชีวิตวุ่นวายแสนสาหัส จึงไม่มีเวลามานั่งเขียนบทความยาวๆให้ได้อ่านเหมือนก่อนหน้านี้ แต่อีกไม่นานก็คงจะกลับเป็นปกติแล้วล่ะครับ

            และถ้ามีคำถามว่า ทำไมผมไม่ใช่คำว่า “ว่าด้วยเรื่องของ…” กับเอ็นทรี่นี้ คำตอบคือ “ว่าด้วยเรื่องของ…” จะเป็นการเอาสัตว์แต่ละชนิด มาเสนอสรรพคุณโดยเน้นที่ข้อมูลจากหนังสือหรือเว็บต่างๆครับ และรูปก็จะเป็นรูปที่ไปหาๆมาจากเน็ต เพราะไม่มีปัญญาบินไปต่างประเทศเพื่อถ่ายแมลงโหดๆ เช่น bullet ant

              แต่ “โลกที่ถูกนำมาขยายใหญ่” จะเป็นการเล่าประสบการณ์ของตัวผมเอง ที่คลั่งไคล้ในสัตว์เหล่านี้ จนตามเข้าไปศึกษาใกล้ๆ และนำมาเล่าต่อจากประสบการณ์ตรงๆ จะไม่เน้นข้อมูลจากหนังสือ แต่จะเน้นความคิดเห็นและสิ่งที่คิดอยู่ในหัว ขณะที่เข้าไปดูสัตว์นั้นๆใกล้ๆครับ

             สำหรับความอลังการของมันอาจจะยังไม่มาก เพราะผมไม่มีทุนและเวลา ตอนนี้ยังต้องอ่านหนังสือสอบเข้ามหาลัยอยู่เลย แต่ความคลั่งไคล้ต่อสัตว์พวกนี้มันมากเหลือเกิน จนหยุดทำไม่ได้ครับ 555

---------------------------------------------------------

 

            แมลง เป็นสัตว์ที่อยู่ใกล้ตัวพวกเรามากๆ และผมกล้าพูดว่ามากที่สุด ทุกที่ๆเราไป ต้องมีแมลงประดับฉากอยู่เสมอ แค่บางครั้งเราอาจจะไม่เห็นมัน จนรู้สึกว่ามันไม่มีตัวตน ยกตัวอย่างง่ายๆ แค่ยุงบินมาตอมเราแล้วเราเล็งจะตบ บางครั้งมันยังสามารถรอดจากสายตาไปได้เฉยๆเลย ทั้งๆที่กำลังเพ่งมองมันอยู่แท้ๆ

 

           โลก สำหรับแมลงนั้นใหญ่โตมโหฬารและอันตรายกว่าที่เราเห็นมากๆ เพียงแค่ต้นไม้หนึ่งต้นก็สามารถเป็นเหมือนเมืองที่สลับซับซ้อนได้สำหรับมัน ซอกไม้เล็กๆก็สามารถจะเป็นบ้านเช่าถูกๆให้มันได้ซุกหัวนอน และสิ่งที่ดูธรรมดาสุดๆสำหรับเรา อย่างเช่น “ฝน” ก็สามารถอันตรายขนาดที่จะฆ่าพวกมันได้เลยทีเดียว

           เพราะฉะนั้น ผมจะขอเริ่มต้นด้วยการเสนอผลงานที่ใกล้ตัวสุดๆก่อนแล้วกันครับ

 

           สำหรับผมการถ่ายรูปแมลงนั้น ผมกล้าพูดเลยครับว่าหนึ่งในแมลงที่ถ่ายยากที่สุด คือ ยุง ตัวก็เล็กบินก็ส่งเสียงน่ารำคาญ ไหนจะมากัดเราอีก เกาะก็ไม่ยอมเกาะนิ่งๆ จะถ่ายยุงครั้งนึงนี่ต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูงมาก

          และรูปนี้ที่ผมถ่ายมา ผมต้องทนนั่งนิ่งๆกลางแดดและใช้สมาธิ(ที่มีอยู่น้อยนิด)กวาดสายตาหายุงจนลายตาไปหมด จนในที่สุดมันก็ไปเกาะอยู่ที่ใบไม้ แต่ความยากลำบากยังไม่จบลง

         กล้องที่ผมใช้ เป็นกล้องวิดิโอเล็กๆที่มีเลนส์มาโครสำหรับถ่ายใกล้ๆ ผมก็ต้องค่อยๆยื่นกล้องเข้าไป ซูมนิดซูมหน่อย โดยไม่ทำให้ยุงตกใจ และทำให้มือไม่สั่น ซึ่งผมเป็นคนที่มือสั่นเวลาถ่ายรูป ผมจึงพยายามนั่งท่ายิงปืนรด. เพื่อตั้งกล้องให้นิ่ง และในที่สุดก็ได้มา ><

       แต่โดนยุงกัดที่คอไปตุ่มนึงครับ ตอนไหนไม่รู้ แถมเป็นยุงลายซะด้วย = =

 

          ผีเสื้อ เป็นแมลงอีกชนิดที่นำพาความหงุดหงิดและเหนื่อยใจมาให้กับคนชอบถ่ายรูปแมลงอย่างผม เพราะบางตัว เดินเข้าไปใกล้ระยะหนึ่งเมตรมันก็เผ่นแน่บแล้ว ไม่ว่าจะย่องเบา จะเอื้อมมือไปอีกนิด มันก็จะบินตลอด และนานๆครั้งจะเกาะนิ่งๆสักที

         สำหรับรูปนี้ ผมเจอมันบินอยู่ไกลๆ ก็รีบเดินตาม จนกระทั่งมันไปหยุดเกาะอยู่ที่ใบไม้ใบเล็กๆ ผมจึงทดสอบว่าตัวนี้มันตื่นขนาดไหน ด้วยการลองค่อยๆยื่นกล้องเข้าไปใกล้ๆก่อน ดูว่ามันจะบินหนีที่ระยะประมาณไหน ปรากฏว่าได้ใกล้พอสมควรครับ แต่ระยะเผาขนคงทำไม่ได้

          คราวนี้มันก็บินขึ้นแล้ววนไปวนมาสองสามรอบก่อนจะไปหยุดลงอีกครั้งบนใบกล้วยเตี้ยๆ ผมก็พยายามรักษาระยะไม่ให้ใกล้เกินไป และก็กดถ่ายจนได้มา2รูป

          ที่จริงแล้วผมเป็นคนชอบแมลงขนาดใหญ่นะ มันสวยสะใจดี แต่ว่านานๆทีจะถ่ายได้สักตัว อย่างเช่นตอนไปเที่ยว เจอผีเสื้อหางติ่งตัวเบ้อเริ่มถึงสองครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่เข้าไปไกลพอจะถ่ายรูปได้เลย

          ความยากของการถ่ายผีเสื้อบางประเภทคือ ลายที่ดึงดูดใจ มันอยู่ด้านหลังของปีก ทำให้เวลามันหุบปีกแล้วจะไม่เห็น ต้องอาศัยจังหวะที่มันเกาะแล้วค่อยๆกางปีกออก จึงจะถ่ายมุมสวยๆได้

 

         ดูแต่แมลงกันแล้ว มาดูนักล่าของแมลงกันบ้าง ตัวนี้คือ แมงมุมกระโดด ครับ เป็นแมงมุมที่หาได้ทั้งตามเมืองและในป่าลึก บางตัวมีสีสดสวยงามมาก บางตัวก็ดำๆเรียบๆ แต่มันดูเป็นแมงมุมที่ฉลาดนะครับ

 

         แมงมุมกระโดด ถือว่าเป็นสัตว์ที่ถ่ายไม่ยาก กลางๆ เพราะยื่นกล้องเข้าไปได้ใกล้พอสมควร แต่บางครั้งมันก็ตกใจหนีบ้าง และเวลาหนีมันจะหนีตามชื่อของมันเลยครับ มันจะ“กระโดด” แต่ไม่ต้องกลัวไปถ้าหากมันกระโดดไกลมาตกบนตัว เพราะแมงมุมกระโดดไม่กัดครับ ยกเว้นว่า ว่าง เอามือไปกดตัวมันลงบนผิว

         สำหรับตัวนี้เจอที่หน้าบ้านเลย ผมว่าเป็นตัวที่ลายดูเรียบๆแต่สวยมาก ขาวดำ เป็นสีที่อยู่ด้วยกันแล้วดูเท่

 

         นี่คือรูปยอดฮิตของคนที่ถ่ายแมงมุมกระโดด ตาแมงมุมครับ สวยมาก และไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสถ่ายด้วยมือของตัวเอง เป็นรูปที่ผมภูมิใจมากๆ ถึงมากที่สุด ผมว่าท่าทางของแมงมุมกระโดดนั่นน่ามองมาก ดูมันเป็นคนที่คิดและเล็งก่อนจะกระโดดสักครั้ง ก่อนจะจับเหยื่อสักครั้ง

         บางทีถ้าไปนั่งส่องมุ้งลวดประตู อาจจะเจอแมงมุมกระโดดจับยุงอยู่ก็ได้นะครับ 55 ผมเคยเจอ

 

          และสำหรับรูปนี้ รูปที่เสี่ยงชีวิตมากที่สุดสำหรับผม(ตอนนี้) นั่นคือ เครื่องบินรบแห่งโลกแมลง “ต่อหัวเสือ” ครับ และไม่ได้มีแค่ตัวหรือสองตัว แต่ที่ไปถ่ายมา อยู่กันทั้งรังเลยครับ

           ต่อหัวเสือรังนี้มาอาศัยบนดาดฟ้าบ้านผมได้สักพักนึงแล้ว จนกระทั่งรังใหญ่โตมโหฬารและสมาชิกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แต่ผมไม่คิดจะกำจัดมันนะครับ 555

          คติของผมครับ “เราไม่ทำอะไรมัน มันไม่ทำอะไรเรา เพราะเราไม่ใช่เหยื่อมัน” แต่ท่องไปเถอะ ถ้าถามว่าพอเข้าไปประชิดรังขนาดนี้ กลัวไหม? กลัวครับ บอกตามตรงว่าตอนใกล้มากๆนี่มือสั่นเลย เพราะมันอยู่ตรงทางเดินซอกๆของดาดฟ้า หนียาก และมีสิทธิสะดุดนู่นนี่ล้มแล้วโดนรุมแบบในหนังได้เลย และต่อหัวเสือที่อยู่เป็นรังแบบนี้ ฆ่าคนได้เลยครับ

 

             ต่อหัวเสือนับว่าเป็นแมลงที่ผมหลงใหลเช่นกัน เพราะผมเคยบอกแล้วว่าชอบแมลงตัวใหญ่ๆ มันสวยสะใจดี และความน่าเกรงขามของมันเองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทวีคูณความงดงามขึ้นไปอีก ซึ่ง ณ จุดนี้ ผมเพ้อไปคงมีน้อยคนที่จะเข้าใจว่ามันสวยยังไง 555

            แต่ก็อย่างที่เห็นแหละครับ ผมชอบมาก และอยากจะลองกลับเข้าไปถ่ายให้ใกล้กว่านี้อีก แต่ขึ้นไปแล้วเปลี่ยนใจทุกที มันยืนจังก้าหน้ารังเป็นสิบๆตัว กระพือปีกสแตนบายพร้อมจู่โจมตลอด แถมหน้าตาต่อหัวเสือก็ทำหน้าโหดตลอดเวลา 5555 ไว้ทำใจได้จะลองกลับไปหามันละกันครับ

            การถ่ายรูปแมลงนับว่าเป็นกิจกรรมที่สนุกที่สุดอย่างนึงสำหรับผม แต่มันก็ต้องใช้ความอดทนสูงมาก เพราะแมลงมันไม่หยุดแล้วหันหน้ามาเก๊กท่าให้ถ่ายเหมือนคน อีกทั้งแมลงบางตัวยังทำร้ายเราได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นคนที่จะทำอะไรแบบนี้ ต้องมีใจชอบมันจริงๆ ไม่งั้นคงทนทำไม่ได้หรอก ขนาดผมชอบ ผมยังหงุดหงิดด่าแมลงในใจออกบ่อย ว่าทำไมเอ็งไม่เกาะนิ่งๆซะทีวะ!!

           สำหรับวันนี้ ผมคงมานำเสนอแค่นี้ก่อน ไว้มีเรื่องราวเพิ่มเติมจะมาเล่าต่อ สวัสดีทุกคนครับ ^^

 

----------------------

เพจบล็อก

http://www.facebook.com/pagetanbabasnake

--------------------
เอ็นทรี่อื่นๆ

 Realm of knowledge (รวมเอ็นทรี่ความรู้อื่นๆ)